น้ำหนักตัวเกิน ปวดร้าว ยกของหนัก ลดน้ำหนัก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูกเสื่อม โรคหมอนรองกระดูก โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

ปล่อยให้น้ำหนักตัวเกิน เสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่รู้ตัว!!

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ปล่อยให้น้ำหนักตัวเกิน เสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่รู้ตัว!!

สุขภาพก็เหมือนเครื่องจักร ที่ต้องทำงานทุกวัน ยิ่งเราใช้งานมันมากเกินไป ก็ยิ่งทำให้อายุขัยในการทำงานของมันน้อยลง เพราะอะไหล่มันก็จะค่อยๆ เสื่อมไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักดูแลและถนอมสุขภาพของเราให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

กระดูกสันหลัง มีเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังทุกข้อตั้งแต่คอถึงเอว ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก และยืดหยุ่นเวลาเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ หากไม่มีหมอนรองกระดูกสันหลัง จะก้ม เงย หรือเคลื่อนไหวหลังได้ไม่สะดวก

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่เกิดเพียงข้างเดียว และมักทับเส้นประสาทเส้นเดียว เช่น การทับเส้นประสาทคอจุดเดียว เป็นต้น เกิดได้จากการยกของหนักเกินไป หรือการเคลื่อนไหวผิดท่าทาง ซึ่งเกิดอย่างเฉียบพลัน เช่น ขณะยกของหนัก หรือเป็นเรื้อรังจากหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยมีส่วนของหมอนรองกระดูกปลิ้นเคลื่อนออกมามากพอจนทับเส้นประสาท จึงส่งผลให้เกิดมีอาการปวดร้าวลงขา

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการของโรคหมอนรองกระดูก

มีอาการปวดหลังร้าวลงขา โดยจะร้าวตั้งแต่สะโพกลงไป ขึ้นอยู่กับจุดกำหนดของหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา จากอุบัติการณ์สามารถร้าวได้ตั้งแต่สะโพกไปจนถึงเท้า ในบางรายอาจมีอาการชา และอาการอ่อนแรงร่วมด้วย อาการลักษณะที่บ่งชี้ชัดเจนนี้ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่าอาการเกิดจากข้อกระดูกบริเวณใด

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการของโรคหมอนรองกระดูก

1. ก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ อย่างคุณแม่บ้านหลายๆ ท่านที่ต้องทำงานบ้านที่มีลักษณะต้องก้มๆ เงยๆ อยู่ประจำก็เป็นสาเหตุสะสมที่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหลัง หรืออาจทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้

2. ยกของหนักซ้ำๆ ท่าเดิมเป็นประจำ เป็นสาเหตุให้เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณเดิมตลอดเวลา จนเกิดการอักเสบตามมาในภายหลัง

3. อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การนั่ง หรือยืนทำงานในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง และนานมากกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ รวมถึงการขับรถระยะทางไกลโดยไม่พัก ทำให้น้ำหนักกดทับหมอนรองกระดูกเป็นเวลานาน นี่คือสาเหตุหลักของพนักงานออฟฟิศในปัจจุบันที่เป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดการล้าและอักเสบตามมาได้

4. ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกต้องแบกรับน้ำหนักมาก เพราะการที่เรามีขนาดตัวใหญ่ขึ้น แต่มวลกระดูก หรือขนาดกระดูกไม่ได้โตตามแต่อย่างใด ยิ่งน้ำหนักมากกระดูกโครงสร้างของเรายิ่งต้องแบกรับน้ำหนักมากตาม เวลาที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวก็จะไปลงที่หลังมากขึ้นในขณะที่เราทำกิจวัตรประจำวัน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะนั่ง จะยืนก็ต้องแบกน้ำหนักส่วนนี้ไว้ตลอด กระดูกสันหลังของเราก็ต้องแบกรับน้ำหนักนี้ไว้มากขึ้นด้วย จึงทำให้เกิดอาการปวดจากกระดูกสันหลังเสื่อมตามมา

5. ลื่นล้ม ของคนวัยกลางคน หรือผู้สูงอายุนั้น มักนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับส่วนหลังอย่างหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

6. สูบบุหรี่จัด นอกจากทำให้ปอดพังแล้ว สารนิโคตินในบุหรี่ยังทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูกสันหลังไม่สามารถนำพาออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงอวัยวะดังกล่าวได้เต็มที่ จึงทำให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมก่อนเวลาอันควร

แนวทางในการรักษา

ในกรณีที่คนไข้อายุน้อย ซึ่งมีการปลิ้นของหมอนรองกระดูกไม่มาก ในทางการแพทย์สามารถใช้วิธีการรักษาด้วยการให้ยาลดอาการปวด ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบของตัวเส้นประสาท และการทำกายภาพเพื่อให้หมอนรองกระดูกหดกลับเข้าไปได้ แต่ในกรณีที่หมอนรองกระดูกทับเส้นเกิดในบุคคลที่อายุมากๆ จะมีความเสื่อมเกิดขึ้นค่อนข้างมาก การทำกายภาพเพื่อดึงให้หมอนรองกระดูกหดกลับเข้าไป หรือให้ยาลดปวดอาจส่งผลในการรักษาดีขึ้นค่อนข้างน้อย เมื่อคนไข้มีอาการดังที่กล่าวมาแพทย์จะต้องทำการซักประวัติ ถึงระดับความปวด รับประทานยาแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้าดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ถ้ารับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนรู้สึกรำคาญกับอาการปวด หรือปวดมากก็จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อไปนำหมอนรองกระดูกออก การผ่าตัดโดยมาตรฐานในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

การผ่าตัดทั้ง 2 วิธี มีอัตราความสำเร็จค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่จุดต่างอยู่ที่การผ่าตัดแบบเปิด แพทย์จะต้องเลาะกล้ามเนื้อของกระดูก และตัดกระดูกออกส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะให้เครื่องมือเข้าไปถึงหมอนรองกระดูก แต่การผ่าตัดส่องกล้องไม่จำเป็นต้องเลาะกล้ามเนื้อออก เพียงใช้วิธีการขยายกล้ามเนื้อแล้วสอดกล้องเข้าไปที่หมอนรองกระดูกได้เลย จากนั้น จึงคีบส่วนที่อักเสบ หรือปลิ้นออก ส่งผลให้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อน้อยลง ฟื้นตัวเร็ว นอนโรงพยาบาลน้อย

วิธีการดูแลตนเอง หลังการผ่าตัด

ระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จากการใช้วิธีผ่าตัดแบบแผลเปิด หลังจากผ่าตัดเสร็จจะต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 2-3 วัน จึงจะกลับบ้านได้ หากใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ก็จะนอนโรงพยาบาลแค่คืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็สามารถกลับบ้านได้ หลังจากนั้นการดูแลตัวเอง คือ ห้ามบิดตัว หรือ เอี้ยวตัว ห้ามก้มๆ เงยๆ และในช่วง 6 สัปดาห์แรก จะต้องใส่เครื่องมือซัพพอร์ตหลัง เพราะหมอนรองกระดูกมีโอกาสปลิ้นซ้ำออกมาได้ เมื่อผ่าน 6 สัปดาห์ไปแล้ว จะสามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้มากขึ้น จนกระทั่ง 3 เดือน ก็จะชีวิตได้ตามปกติ

ที่มา : paolohospital.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา