ปิ้งย่าง มะเร็ง มะเร็งลำไส้ใหญ่ สูบบุหรี่ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

11 พฤติกรรมเสี่ยง ทำแบบนี้ อาจเป็น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในอนาคต!!

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / 11 พฤติกรรมเสี่ยง ทำแบบนี้ อาจเป็น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในอนาคต!!

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แค่ได้ยินชื่อ ก็คงไม่ต้องบรรยายถึงสรรพคุณว่ามันน่ากลัวมากแค่ไหน นอกจากประวัติของคนในครอบครัวที่เคยเป็นแล้ว พฤติกรรมการการดำเนินชีวิตก็มีส่วนเช่นกัน วันนี้เราจะพามาดู 11 พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แล้วคุณลองถามตัวเองสิ เข้าข่ายไปกี่ข้อแล้ว…?

อาการมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในบางครั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจไม่มีอาการผิดปกติบ่งชี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือบางครั้งอาการที่พบอาจคล้ายกับอาการของโรคอื่น ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • ท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกท้องอืด
  • อุจจาระปนเลือดสดๆ หรือเลือดสีคล้ำมาก
  • ลักษณะอุจจาระเรียวยาวกว่าปกติ
  • ไม่สบายท้อง รวมทั้งปวดแสบร้อน อาหารไม่ย่อย และปวดเกร็ง
  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง
  • โลหิตจาง

พฤติกรรมแบบไหน เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

1. ผู้ชอบรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวสูง

2. รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ

3. บริโภคเนื้อแดง (ที่อาจมีสารเคมีเจือปน)

4. กินเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ

5. รับประทานอาหารปิ้งย่าง (ไหม้เกรียม)

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

6. กินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์พวกผัก ผลไม้น้อย

7. ผู้ที่สูบบุหรี่

8. ผู้ที่ดื่มเหล้า

9. คนที่ขาดจากการออกกำลังกาย

10. ผู้ที่มีประวัติหรือคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็ง

11. ผู้มีปัญหาระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน

ประเทศไทยมีแนวโน้มอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปคล้ายชาวตะวันตก หากไม่มีนโยบายคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ฯ อย่างจริงจัง จํานวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี มาอยู่ที่ราว 20,000 ราย ซึ่งย่อมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้ทันภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุลอยู่ตลอดเวลา ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ถ้าภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่น้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยเบียดเบียน ติดเชื้อโรคได้ง่าย

ในทางวิชาการ การสร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล เป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพ จากห้องทดลองระหว่างการวิจัยพบว่าภูมิคุ้มกันที่สมดุลขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่อย่างสมดุลของเม็ดเลือดขาว 4 ชนิดคือ

1. Th1 กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และ มะเร็งได้ดีขึ้น

2. Th2 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสารก่อภูมิแพ้ และ หนอนพยาธิ ได้ดีขึ้น

3. Th17 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายที่เหลือจากการ จัดการของ Th1 (Th1และ Th17 เมื่อมีมากเกินไป จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันมาก เกินไป จนเกิดอาการแพ้ภูมิตัวเอง)

4. Treg กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป กลับสู่ภาวะสมดุล

คณะนักวิจัย Operation BIM ได้พัฒนาสูตรที่สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารสกัด มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก ได้แตกต่างกัน โดยมีสูตรที่กระตุ้น Th1 และ Th17 สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับการติดเชื้อโรค มีเนื้องอกในมดลูก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นมะเร็ง ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กระเพาะ/ลำไส้อักเสบเรื้อรัง และมีสูตรที่ปรับ Th1, Th2 และ Th17 ให้อยู่ในภาวะสมดุล เพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดข้อเข่าเสื่อม/ข้ออักเสบ ผื่นคันตามผิวหนัง สะเก็ดเงิน ตับอักเสบ ไตวาย ไทรอยด์เป็นพิษ หอบหืด สันนิบาต เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด วิงเวียนศรีษะ ไมเกรน เก๊าท์ฯ ประสิทธิภาพในการบำบัดอาการเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทำงานกับเม็ดเลือดขาวให้สร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล ถือเป็นนวัตกรรมแรกที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบำบัดจากพืชกินได้

แม้ว่าเราจะเราจะไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่เราก็ควรดูแลสุขภาพตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และทานให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะทำให้เรามีต้นทุนสุขภาพที่ดี เมื่อเวลาเจ็บป่วย ก็จะทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเป็นไหนๆ

คลิป > ท้องผูกเรื้อรัง ปัญหากวนใจที่รักษาให้หายได้ โดย นพ.อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์

ที่มา : บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จํากัด (มหาชน) (APCO) / www.bumrungrad.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา