ตรวจมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากมดลูก วัคซีน HPV วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก วิธีป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก

ฉีดวัคซีนป้องกัน มะเร็งปากมดลูก ทั้ง 2 แบบต่างกันอย่างไร ฉีดแบบไหนได้ผลดีกว่า?

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ฉีดวัคซีนป้องกัน มะเร็งปากมดลูก ทั้ง 2 แบบต่างกันอย่างไร ฉีดแบบไหนได้ผลดีกว่า?

อีกหนึ่งโรคที่ผู้หญิงต้องระวัง นอกจากมะเร็งเต้านม นั่นก็คือ มะเร็งปากมดลูก แต่ทั้งนี้เราก็มีวิธีป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก สาวๆ บางคนที่เคยลองเสิร์ชหาข้อมูลมาบ้างแล้ว อาจสงสัยว่า วัคซีน Cervarix และ Gardasil แตกต่างกันอย่างไร ฉีดวัคซีนตอนไหนได้ผลดีที่สุด เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วฉีดได้ไหม มาฟังคำตอบกันเลยค่ะ

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่พบมากในหญิงไทยเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ข้อมูลระบาดวิทยาปี 2560 พบว่าหญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 8,184 คนต่อปี และมีอัตราเสียชีวิตเกิน 50% นับว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นแนวทางการป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หลักการที่สำคัญคือควรฉีดตั้งแต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และร่างกายอยู่ในวัยที่สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบขึ้นไปจนถึงอายุ 26 ปี นอกจากป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในเด็กผู้หญิงแล้ว วัคซีนยังป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนักในเด็กผู้ชายได้อีกด้วย

รู้จักวัคซีน HPV

วัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) อันเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์ปากมดลูกอักเสบเรื้อรังและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้

สายพันธุ์ HPV

ไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมีมากกว่า 40 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกที่พบบ่อยมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 โดยวัคซีนที่ป้องกัน 2 สายพันธุ์นี้สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% มีชื่อว่า Cervarix ส่วนวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเช่นเดียวกัน และยังป้องกันโรคหูดที่อวัยวะเพศอีก 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ 6 และ 11 ได้ถึง 95% มีชื่อว่า Gardasil ซึ่งการจะเลือกฉีดวัคซีนชนิดใดนั้น ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์

มะเร็งปากมดลูก

ฉีดวัคซีน HPV แบบไหนดีที่สุด

– ประสิทธิภาพวัคซีนสูง หากฉีดในวัยที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
– ฉีดในวัยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี จากงานวิจัยพบว่า ร่างกายของเด็กผู้หญิงสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ได้ดีในช่วง 9-15 ปี ซึ่งสามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง แต่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการฉีด 3 ครั้ง
– ผู้หญิงอายุ 9-26 ปี ควรฉีดวัคซีน HPV โดยเน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11-12ปี
– เด็กผู้ชายอายุ 9-26 ปี สามารถฉีดวัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์เพื่อป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนัก เน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11-12 ปี

วัคซีน HPV ฉีดให้ถูกต้อง

การฉีดวัคซีน HPV ต้องฉีดให้ครบถ้วนทั้งหมด 3 ครั้ง

– ครั้งที่ 1 : ฉีดในวันที่กำหนดเลือก
– ครั้งที่ 2 : ฉีดหลังจากเข็มแรก 1-2 เดือน
– ครั้งที่ 3 : ฉีดหลังจากเข็มที่แรก 6 เดือน

ในเด็กผู้หญิง หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี สามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน

ข้อดีของวัคซีน HPV

– ประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัส HPV
– ผลข้างเคียงน้อยมาก อาจมีอาการปวดบวม คัน ไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แต่หายได้เอง
– สามารถฉีดร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
– ป้องกันไวรัส HPV ได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

ผู้ที่ห้ามฉีดวัคซีน HPV

– ผู้ที่ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) ต่อสารประกอบในวัคซีน

ไวรัส HPV ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ยังรวมไปถึงมะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และหูดอวัยวะเพศด้วย ดังนั้นการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีน HPV ให้ครบถ้วนตั้งแต่อายุยังน้อยย่อมช่วยให้ห่างไกลโรคได้เป็นอย่างดี

คลิป > เป้ย ปานวาด แชร์ประสบการณ์ตรง หลังตรวจพบเชื้อ “มะเร็งปากมดลูก”

ที่มา : www.bangkokhospital.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา