High altitude sickness กลัวความสูง คลื่นไส้ ความสูง ที่สูง ปวดหัว เพลีย เหนื่อยหอบ โรคแพ้พื้นที่สูง

ทำความรู้จัก โรคแพ้พื้นที่สูง อาการเป็นอย่างไร?

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ทำความรู้จัก โรคแพ้พื้นที่สูง อาการเป็นอย่างไร?

โรคแพ้พื้นที่สูง หรือ High altitude sickness เกิดจากการที่พื้นที่นั้นๆ มีออกซิเจนน้อยลง (ยิ่งสูงออกซิเจนก็ยิ่งน้อยลง) ร่างกายทำงานหนักขึ้น จึงเกิดอาการต่างๆ ตามมา เริ่มตั้งแต่อาการเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ต้องสูงขนาดไหน?

สูงเกิน 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถ้าสูงสุดในประเทศไทยก็จะเป็น ยอดดอยอินทนน์ ซึ่งสูง 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แล้วแบบนี้ถ้าไปดอยก็น่ากลัวสิ เปล่าๆ ที่ความสูงเกิน 2,500 เมตร แต่ยังไม่เกิน 3,000 เมตร อุบัติการณ์น้อย แถมตอนขึ้นดอยเราก็นั่งรถค่อยๆ ขึ้น ร่างกายจึงได้ปรับตัว เลยไม่ต้องห่วงอะไร แต่ก็สามารถมีได้นะ แค่น้อยมาก

แต่ถ้าความสูงนั้นเกิน 3,000 เมตร อันนี้แหละ ที่คนจะเกิดเยอะมากขึ้น ที่สูงๆ ที่คนไทยมักไป เช่น ตัวเมืองเลห์ ABC EBC หรือ เปรู เป็นต้น ใครจะไปที่เหล่านี้ต้องเตรียมตัวให้ดี ต้องรู้ว่าที่ๆ จะไปสูงเท่าไหร่ และควรรู้ว่าอาการที่อันตรายมีไรบ้าง ถ้าเกิดอาการควรทำอย่างไร

โรคแพ้พื้นที่สูง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. Acute mountain sickness หรือที่เราชอบเรียกๆกันว่า AMS เป็นอาการเริ่มต้น เช่น มีอาการปวดหัวเล็กน้อย นอนไม่หลับ เพลีย คลื่นไส้ เป็นต้น อาการปวดหัวก็เป็นอาการเริ่มแรก ถ้ามีอาการเช่นนี้ ให้พักผ่อนมากๆ อย่าขึ้นไปสูงกว่านี้ ต้องพักจนกว่าจะดีขึ้นถึงไปต่อ หากแย่ลงจะไปที่กลุ่มอาการที่ 2 และ 3

2. High altitude cerebral edema หรือภาวะสมองบวมจากการแพ้พื้นที่สูง โดยอาการนี้จะเกิดต่อเนื่องจาก AMS อาการมีดังนี้ ปวดหัวรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนมากก เดินเซ ชัก พูดไม่รู้เรื่อง โคม่า แย่สุดคือเสียชีวิต ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ควรรีบพบแพทย์และลงจากที่สูงให้เร็วที่สุด ไม่สามารถอยู่ต่อในระดับความสูงนั้นได้

3. High altitude pulmonary edema หรือน้ำท่วมปอดจากการแพ้พื้นที่สูง จะมีอาการเช่น เหนื่อยมากขึ้น มักเหนื่อยตอนกลางคืน มีไอแห้งๆ คือถ้าปกติ AMS จะเหนื่อยระดับนึงพักแล้วจะดีขึ้น แต่ถ้าพักแล้ว เหนื่อยมากขึ้น อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย แปลว่าอันตรายแล้ว ต้องพบแพทย์และลงจากที่สูงเช่นกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการจะเกิด หรือไม่เกิด?

อันนี้ทายยาก คนวัยรุ่นสุขภาพแข็งแรงเป็นก็มี คนแก่มีโรคประจำตัวเดินชิลก็มี สิ่งที่พอทำนายได้คือ

1. เคยไปแล้วมีอาการ อันนี้ถ้าไปอีกก็คาดว่าจะเป็นอีก ถ้าไปแล้วไม่มีอาการ ก็คาดว่าอาจจะไม่มีอาการ

2. ถ้าไปที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสเป็นก็ย่อมมีมากกว่าพื้นที่ต่ำกว่า

วิธีการป้องกัน

1. หลายๆ คนเคยอาจได้ยินยาที่ชื่อว่า Diamox แต่อันนี้คือยี่ห้อ จริงๆ แล้วชื่อมันคือ Acetazolamide มันจะทำให้เลือดเราเป็นกรดอ่อนๆ แล้วสุดท้ายร่างกายจะหายใจเร็วขึ้น เพื่อขับก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ แล้วเอาออกซิเจนเข้ามากขึ้น ประมาณนี้ คนแพ้ยาซัลฟา ห้ามกินเด็ดขาด แนะนำให้เข้าพบแพทย์ก่อน เพราะต้องคุยกันถึงรายละเอียดต่างๆ เช่นความรุนแรงของการแพ้ และแผนการเดินทาง

วิธีการกินคือ ขนาด 125 mg เช้า-เย็น ให้กินก่อนขึ้นที่สูง 48 ชม. กินไปจนกระทั่งเราขึ้นถึงจุดที่สูงที่สุด แล้วกินต่อไปอีก 24 ชม.

ผลข้างเคียงของยา จะทำวูบได้ ดังนั้นต้องค่อยๆ ลุก ค่อยๆ นั่ง , ปัสสาวะบ่อย กินน้ำทนแทนให้พอ, การรับรสแปลกๆ ไป , มีอาการชาที่ปลายมือปลายเท้า แต่เดี๋ยวก็หาย สุดท้ายแพ้รุนแรง จะมีอาการผื่นขึ้นคันตามตัวปวดท้องท้องเสีย วูบ หายใจหอบ ถ้ามีอาการกลุ่มนี้รีบไปพบแพทย์ด่วน

2. พอไปถึงพื้นที่สูงให้ทำอะไรช้าๆ อย่าวิ่ง อย่าคึกมาก ควรพักชิลๆ 1-2 วัน (พักในระดับความสูงเท่าเดิม)

3. ในหนึ่งวันไม่ควรขึ้นสูงกว่าวันละ 500 เมตร ไม่ต้องเร่งค่อยๆ ขึ้นดีกว่า ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัว

ที่ไม่สูงกว่า 500 เมตร หมายถึง Sleeping altitude นะครับ คือ แม้ว่าเราจะเดินขึ้นเกิน 500 เมตร แต่ถ้าระดับความสูงขณะนอนไม่เกิน 500 เมตรจากที่นอนคืนก่อน อันนี้ก็ยังได้นะ เช่น เดินขึ้น800 แต่ลงมานอนที่ 400 เมตร ประมาณนี้

4. จำอาการอันตรายข้างต้นไว้ หากมีอาการตามข้อ 2 และ 3 ต้องรีบลงโดยด่วน

ดังนั้นใครจะไปพื้นที่สูงๆ แนะนำอ่านเตรียมตัวกันก่อนเดินทาง จะได้ลดความเสี่ยงการเกิดอันตรายต่อชีวิต ทำประกันไปด้วย เผื่อเข้าหาหมอจะได้ไม่ต้องจ่ายแพง

คลิป > นักปีนเขาตกเขาสูง 300 เมตรในสหรัฐฯ

ที่มา : มา กับ หมอ :: Come with me Free doctor

ขออนุญาตใช้เนื้อหา