เชื้อไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์ โรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ ไวรัสนิปาห์

ทำความรู้จัก เชื้อไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เสี่ยงเสียชีวิต!!

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ทำความรู้จัก เชื้อไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เสี่ยงเสียชีวิต!!

กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก สำหรับ เชื้อไวรัสนิปาห์ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในประเทศอินเดีย สำหรับคนไทยที่กำลังอยู่ที่นั่น หรือมีแพลนว่าจะเดินทางไปประเทศอินเดีย Health MThai จะขอพามาทำความรู้จักกับเชื้อไวรัสนี้กันก่อนว่า ที่มาที่ไปของมันเป็นอย่างไร? แล้วเราจะดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง?

“ไวรัสนิปาห์” ระบาดในอินเดีย เสียชีวิตแล้ว 10 ราย

เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ (Encephalitis nipha virus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสุกรเป็นแหล่งเพาะโรค และมีค้างคาวเป็นแหล่งรังโรค

การติดต่อและการระบาด

เชื้อไวรัสนิปาห์ ก่อให้เกิดโรคได้ทั้งในคนและในสัตว์ โดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะของสัตว์ที่เป็นโรค พบการระบาดครั้งแรกในประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2541-2542 ยังไม่มีรายงานการระบาดในประเทศไทย

ระยะฟักตัว

โดยเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์

สัตว์ชนิดใดเป็นได้บ้าง

สุกรเป็นสัตว์ที่สามารถติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ง่ายที่สุด สัตว์ชนิดอื่นที่สามารถติดเชื้อได้คือ สุนัข แพะ แมว ม้า และแกะ ตามธรรมชาติแล้วเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายของค้างคาวกินผลไม้ซึ่งจะไม่แสดงอาการป่วย

อาการของผู้ป่วย

ส่วนใหญ่จะเป็นอาการของโรคไข้สมองอักเสบ เริ่มด้วยไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ตามด้วยอาการซึม สับสน ชัก โคม่า และเสียชีวิต

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะรักษาตามอาการ ซึ่งการใช้ยาต้านไวรัส Ribavirin ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ สามารถลดความรุนแรงของโรคได้

การควบคุมและป้องกันโรค

1. เน้นการล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่ เมื่อสัมผัสกับสัตว์ เนื้อสัตว์ ซากสัตว์

2. ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ

3. ชำระอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีน ไอโอดีน เดทตอล เป็นต้น

4. ถ้าพบสัตว์ป่วยด้วยกลุ่มอาการไช้สมองอักเสบ ให้ทำลายสัตว์ป่วย หรือสัตว์ร่วมฝูง แล้วทำลายซากด้วยการเผาหรือฝัง ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์จากจุดเกิดโรคในรัศมี 2 กิโลเมตร

ที่มา : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขwww.cfsph.iastate.edu

ขออนุญาตใช้เนื้อหา