HIV ถุงยางอนามัย เพศสัมพันธ์ เอชไอวี โรคเอดส์

5 ความจริงของ โรคเอดส์ และ HIV ที่คุณอาจเข้าใจผิดไป

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / 5 ความจริงของ โรคเอดส์ และ HIV ที่คุณอาจเข้าใจผิดไป

หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดเชื้อของ โรคเอดส์ และ HIV วันนี้ Health Mthai จะมาแชร์ความจริงเกี่ยวกับโรคเอดส์ และ HIV ให้ฟังว่า โรคนี้คืออะไร แล้วจะติดเชื้อกันได้ทางไหน ป้องกันได้อย่างไร?

“เบน ชาลาทิศ” กับบทบาทผู้ให้ “ทูต UNAIDS” คนแรกของไทยและอาเซียน

เอชไอวี (HIV Human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายเม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีจะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง ทำให้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย และป่วยเป็นเอดส์

เอดส์ (AIDS : Acquired Immuno Deficiency Syndrome) อาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถต้านทานโรคต่างๆ ได้ เช่น วัณโรค ท้องร่วง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มะเร็งต่าง ๆ ฯลฯ

ความจริงเกี่ยวกับโรคเอดส์และเอชไอวี

1. ยุงกัดไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี ยุงไม่ใช่พาหะนำเชื้อเอชไอวี เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเชื้อ หรือมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้

2. คนที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจมีเชื้อเอชไอวีในร่างกายได้ ซึ่งในระยะแรก ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่สามารถถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีได้ จะทราบว่าใครมีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ต้องตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีเท่านั้น

3. การมีคู่นอนเพียงคนเดียวที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี เป็นวิธีป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวีจากเพศสัมพันธ์ได้

4. ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ได้ ต้องใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์และใช้อย่างถูกวิธี

5. การรับประทานอาหารร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ ไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่ทำให้ติดโรค และในกระเพาะอาหารจะมีกรดที่ทำลายเชื้อเอชไอวีได้ รวมไปจนถึง การจับมือทักทาย, การกอด, การจูบ การจาม, การใช้ห้องน้ำร่วมกัน, การใช้ภาชนะและช้อนส้อมร่วมกัน หรือการสัมผัสในรูปแบบอื่นๆ ก็ไม่ทำให้ติดเชื่อเอชไอวี

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนสามารถติดเชื้อเอชไอวีได้คือ

– สัมผัสกับเลือด น้ำอสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้แต่น้ำนมแม่

– สาเหตุการแพร่เชื้อส่วนใหญ่มาจากการมีเพศสัมพันธ์และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือส่งผ่านจากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, bumrungrad

ขออนุญาตใช้เนื้อหา