แชร์เก็บไว้เลย! 3 วิธีป้องกัน โรคกระดูกพรุน ที่คุณต้องรู้

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / แชร์เก็บไว้เลย! 3 วิธีป้องกัน โรคกระดูกพรุน ที่คุณต้องรู้
กระดูกพรุน กระดูกเปราะ กระดูกแตกหัก ปวดหลัง โรคกระดูกพรุน

อีกหนึ่งโรคที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยเลยก็คือ โรคกระดูกพรุน ซึ่งโรคนี้จะเป็นภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง ทำให้ร่างกายมีมวลกระดูกลดน้อยลง และมีการเสื่อมสลายของเนื้อเยื่อกระดูก จนทำให้กระดูกเปราะบางและแตกหักง่ายกว่าปกติ ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการแวดหลัง กระดูกแขนขาเปราะและหักได้ง่าย วันนี้เราเลยจะพามาทำความรู้จัก พร้อมกับวิธีป้องกันของ โรคกระดูกพรุน กันค่ะ

โครงสร้างของกระดูกมีสองชั้น  ชั้นนอกเป็นส่วนของกระดูกแข็ง ส่วนชั้นในของกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ แคลเซียมและโปรตีนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก กระดูกทั้งสองชั้นประกอบด้วยเซลล์สองชนิดคือเซลล์เสริมสร้างกระดูกใหม่ และเซลล์ทำลายกระดูกเก่า กระบวนการของการสร้างกระดูกใหม่และการทำลายกระดูกเก่าเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นและดำเนินไปพร้อมๆ กันอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดสมดุลของร่างกาย

โรคกระดูกพรุน

ในช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเจริญ และสะสมมวลกระดูกมากและเร็วที่สุด หลังจากนั้นการสะสมของมวลกระดูกจะเริ่มช้าลง จนเมื่อเข้าสู่ช่วงที่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่คือ ช่วงประมาณอายุ 25 – 30 ปี การสะสมของมวลกระดูกก็จะหยุดลง

จากการที่ร่างกายสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุให้กระดูกเปราะบางลงเรื่อยๆ จนถึงระดับที่กระดูกสามารถแตกหักได้ง่าย แม้มีแรงมากระทบเพียงเล็กน้อยก็ตาม ทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และต้องทรมานกับการเจ็บปวดเมื่อกระดูกหลักยุบหรือหักลง โดยที่โรคจะดำเนินไปค่อนข้างเร็วจากกระดูกหนึ่งนำไปสู่การแตกหักของอีกกระดูกหนึ่ง

ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีปัญหาอะไรบ้าง

1. ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง
2. กระดูกแขนขาเปราะและหัก ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการพิการเดินไม่ได้
3. อาการแทรกซ้อนจากกระดูกหัก เช่น ปอดบวม แผลกดทับ ติดเชื้อ แขนขาใช้งานไม่ได้ ทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตได้โดยง่าย

โรคกระดูกพรุน

เราจะป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

การป้องกันโรคกระดูกพรุนในวัยสูงอายุและวัยหมดประจำเดือน ทำได้โดยการเริ่มเสริมสร้างให้กระดูกหนาแน่นและแข็งแรง ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวคือก่อนอายุ 30 ปี เพราะหลังอายุ 30 ปีแล้ว โอกาสในการเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกทำได้ยาก ทำได้เพียงแต่ชะลอการทำลายกระดูกเท่านั้น วิธีการป้องกัน คือ

1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง ผู้สูงอายุ สตรีวัยหมดประจำเดือนควรออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกลๆ วิ่งเหยาะ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก

2. รับประทานเนื้อสัตว์ แป้ง ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีแคลเซียม เช่น ดื่มนมทุกวัน วันละ 1 แก้ว หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม เพื่อให้ได้รับแคลเซียมเพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน

โรคกระดูกพรุน

3. ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา ไม่ซื้อยาชุดทานเอง ดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 2 แก้ว

คนทั่วไปต้องการแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม  สตรีตั้งครรภ์ต้องการเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 1,200 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากขึ้นสตรีต้องการแคลเซียมมากขึ้น สตรีก่อนวัยหมดระดูควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ส่วนสตรีหลังวัยหมดระดูต้องการแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตามเนื่องจากได้ร่างกายได้รับแคลเซียมจากแหล่งอาหารประจำวันอย่างพอเพียง หากไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก ส่วนใหญ่มักจะเพียงพอต่อความต้องการประจำวันของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องได้แคลเซียมเสริม นอกจากบางคนอาจได้แคลเซียมไม่พอเพียง เนื่องจากมีปัจจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนอย่างชัดเจน เช่น โครงสร้างของกระดูกบอบบาง หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

แหล่งอาหารที่ดีที่สุดของแคลเซียม คือ นมและผลิตภัณฑ์จากนม รองลงมาคือ ปลาเล็กที่กินทั้งกระดูก กะปิ แต่แคลเซียมจากผักจะดูดซึมไม่ดี เนื่องจากปริมาณไฟเตตและออกซาเลตจะรบกวนการดูดซึมแคลเซียม

ที่มา : โรงพยาบาลสมิติเวช

ขออนุญาตใช้เนื้อหา