ท้องบวม คลำเจอก้อนที่ตับ ระวัง!! เสี่ยงเป็น มะเร็งตับ แบบไม่รู้ตัว

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ท้องบวม คลำเจอก้อนที่ตับ ระวัง!! เสี่ยงเป็น มะเร็งตับ แบบไม่รู้ตัว
คลำเจอก้อนที่ตับ ตับ ตัวเหลือง ท้องบวม ปดท้องข้างขวาบน ปวดท้อง มะเร็งตับ เบื่ออาหาร

ขึ้นชื่อว่า “มะเร็ง” แล้ว เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครอยากเฉียดกายเข้าไปใกล้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ “มะเร็งตับ” ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มากที่สุดโรคหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่ค่อยมีอาการแสดง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ Health Mthai จะพามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันค่ะ

ชนิดของมะเร็งตับ

  • มะเร็งของเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกและพบมากที่สุดในประเทศไทย
  • มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (cholangiocarcinoma) 

 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ

  • ภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์ หรือไวรัสตับอักเสบ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี
  • สารพิษอะฟลาท็อกซินซึ่งปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพืช เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง
  • โรคทางพันธุกรรมและเมตาบอลิกต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เกิดไขมันเกาะตับและเป็นตับแข็งตามมา
  • การได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น การได้รับฮอร์โมนเพศชายเป็นเวลานาน

มะเร็งตับ

อาการมะเร็งตับ

มะเร็งตับในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการดังนี้

  • ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่
  • ท้องบวมขึ้น
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลำพบก้อนที่บริเวณตับ
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไวรัสตับอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein)
  • การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

มะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับจะขึ้นกับสภาวะความรุนแรงของโรค ขนาดและลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคและการแพร่กระจายของมะเร็ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จะทำได้ในกรณีที่ก้อนในตับมีขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร และผู้ป่วยต้องมีอายุน้อยกว่า 70 ปี
การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับมะเร็งตับ คือ การป้องกันและตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ เนื่องจาก 90% ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี จึงมีโอกาสเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับสูง หากมีมะเร็งตับเกิดขึ้น มะเร็งตับจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลา 3-6 เดือน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ควรต้องเข้ารับการตรวจการทำงานของตับและตรวจคัดกรองมะเร็งตับ โดยการเจาะเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein) และตรวจอัลตราซาวนด์ตับทุก 3 เดือน

ที่มา : www.bumrungrad.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา