หนาวนี้ต้องระวัง! โรค RSV อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายมากกว่าที่คิด

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / หนาวนี้ต้องระวัง! โรค RSV อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายมากกว่าที่คิด
คัดจมูก น้ำมูกไหล ปอดอักเสบได้ มีไข้ หลอดลมอักเสบ อาการของหวัด อาการของโรค RSV โรค RSV โรคในหน้าหนาว

ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ คุณคงเคยได้ยินโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV กันใช่ไหมล่ะคะ โดยโรคชนิดนี้เป็นหนึ่งในโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ในวัยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคชนิดนี้เกิดได้หลายช่วงอายุ แต่ในวัยผู้ใหญ่พบว่าจะมีอาการไม่รุนแรง อาการที่รุนแรงอาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ป่วยอายุน้อยมีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจหรือปอด หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น

การติดเชื้อโรค RSV เกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัส RSV จากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ที่มีเชื้อโรคนี้โดยในช่วง 1-3 วันแรกจะมีอาการเหมือนโรคหวัด คือ มีไข้ น้ำมูกเจ็บคอ ไอ และมีอาการคัดจมูก แต่หลังจากวันที่ 3 ขึ้นไป อาการไอเสมหะมากขึ้น หอบ เหนื่อย หายใจเร็ว บางรายได้ยินเสียงครืดคราด หรือเสียงวี๊ด ซึ่งอาการดังกล่าวมักไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่

โรค RSV

ถ้าผู้ป่วยมีแค่อาการหวัดมักจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยวัยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบได้ และในบางรายรุนแรงมากถึงขั้นมีภาวะการหายใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนในกลุ่มทารกแรกเกิดพบว่ามีอาการหยุดหายใจชั่วขณะได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กมีโอกาสเสียชีวิต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการเบื้องต้น คือ คัดจมูก มีน้ำมูกไหล แต่หลังจาก 3 วันไปแล้ว จะมีอาการไอมากขึ้น มีไข้ หายใจลำบาก รับประทานอาหารได้น้อยลง มีอาการซึม ควรรีบพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์

การวินิจฉัยเบื้องต้นแพทย์จะใช้อุปกรณ์ที่ลักษณะคล้ายคอตตอนบัด สอดเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเก็บสารคัดหลั่ง และจะส่งไปตรวจที่ห้องตรวจปฏิบัติการ ผ่านเครื่องอ่านผลโดยสามารถทราบผลการตรวจภายใน 20-30 นาทีโดยประมาณเมื่อทราบผลตรวจแพทย์จะสั่งการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

โรคนี้สามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น โดยการติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วย โดยเกิดขึ้นได้ตั้งแต่หลังจากผู้ป่วยเริ่มได้รับเชื้อไปแล้ว 2-3 วัน ถึงไปจนกว่าอาการต่างๆ จะหายสนิท ดังนั้นในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการ ควรลดการแพร่กระจายเชื้อ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูก ล้างมือบ่อยๆ

โรค RSV

เบื้องต้นการหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส RSV คือ การหลีกเลี่ยงไปที่ชุมชนแออัด เนื่องจากสภาวะอากาศการถ่ายเทไม่เพียงพอ ทำให้ง่ายต่อการแพร่กระจายและรับเชื้อโรค นอกจากนี้ควรล้างมือก่อนสัมผัสเด็กเล็กทุกครั้ง ซึ่งการรักษาสุขลักษณะที่ดีและการล้างมือบ่อยๆ จะช่วยลดการติดต่อของเชื้อโรคลงได้ รวมทั้งควรเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงระบาดของโรคนี้

ในปัจจุบันโรค RSV ยังไม่มียารักษาเฉพาะ และผู้ป่วยที่เป็นแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ยาแก้ไอ เป็นต้น แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น หลอดลมหรือปอดอักเสบ อาจจะต้องมีการให้ยาพ่น ร่วมกับการให้ออกซิเจน เคาะปอดหรือดูดเสมหะ บางรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจต้องมีการใส่เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย

บทความโดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง อิงคนิจ ชลไกรสุวัฒน์ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลโทร 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา