วิธีการดูแลตัวเอง วิธีรักษาเมื่อเป็นไขมันพอกตับ อาการของไขมันพอกตับ โรคไขมันพอกตับ ไขมันพอกตับ

รู้หรือไม่? คนผอม ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคไขมันพอกตับ ได้เหมือนกัน

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / รู้หรือไม่? คนผอม ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคไขมันพอกตับ ได้เหมือนกัน

อีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กันก็คือ โรคไขมันพอกตับ เพราะส่วนมาก มักจะไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น ซึ่งหลายคนอาจจะยังเข้าใจว่า ผู้ที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินเท่านั้นที่สามารถเป็นได้ แต่แท้จริงแล้ว คนผอมเองก็มีโอกาสเสี่ยงไม่แพ้กัน วันนี้เราจะมาแชร์ข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ โรคไขมันพอกตับให้ฟังกันค่ะ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร?

สาเหตุของโรคไขมันพอกตับแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1. สาเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณแอลกอฮอล์ ประเภท และระยะเวลาที่ดื่ม เรียกว่า Alcoholic fatty liver

2. สาเหตุที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ เรียกว่า Non alcoholic fatty liver จะสัมพันธ์กับภาวะต่างๆ ดังนี้

  • การใช้พลังงาน (Metabolism) ของร่างกายที่ผิดปกติไปเรียกว่า Metabolic syndrome เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง (แต่พบว่ามีไขมันพอกตับ 10% ที่พบในคนผอมได้เช่นกัน)
  • การได้รับอาหารทางหลอดเลือดต่อเนื่อง
  • การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
  • ยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัสบางชนิด ยาต้านฮอร์โมนบางชนิดในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม เป็นต้น
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
  • ภาวะขาดสารอาหาร

โรคไขมันพอกตับ

ระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับ   

  • ระยะแรก จะมีไขมันสะสมอยู่ในเนื้อตับ โดยยังไม่มีการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้น
  • ระยะที่สอง จะเริ่มมีอาการอักเสบของตับ มีการทำลายเซลล์ตับ
  • ระยะที่สาม เริ่มเกิดพังผืดในตับ แต่ยังไม่ถึงขนาดเป็นตับแข็ง
  • ระยะที่สี่ เกิดเป็นตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับตามมาได้

อาการ

ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ โดยหากมีอาการก็จะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจงเช่น  อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เจ็บแน่น ใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งที่อยู่ของตับเนื่องจากการมีตับโตขึ้น)

การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ     

  • การตรวจเลือดดูภาวะตับอักเสบ
  • การตรวจอัลตราซาวนด์
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจวัดปริมาณไขมันและผังผืดในตับด้วยเครื่อง FibroScan

โรคไขมันพอกตับ

แนวทางในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคไขมันพอกตับ 

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • หยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน โดยควรลดน้ำหนักลงให้ได้อย่างน้อย 7-10%
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งครั้งละอย่างน้อย 30 นาที เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
  • จำกัดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต และไขมันมาก แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ
  • ควบคุมปัจจัยต่างๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง

บทความโดย : นายแพทย์ อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์   อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา