จุ๊ๆ! อย่าล้อเล่นกับ ภาวะลมแดด รู้ไหม..อันตรายถึงชีวิตเชียวนะ!!

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / จุ๊ๆ! อย่าล้อเล่นกับ ภาวะลมแดด รู้ไหม..อันตรายถึงชีวิตเชียวนะ!!
ชัก ภาวะลมแดด อันตรายของภาวะลมแดด อากาศร้อน เป็นลม เพลียแดด

ภาวะลมแดด หรือเพลียแดด เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไปและเกิดการสูญเสียเหงื่อและสารน้ำไปอย่างมาก ซึ่งทุกคนสามารถเป็นได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ที่ต้องทำกิจกรรม หรืออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ

โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิ ประมาณ 36 – 37 องศาเซลเซียส  ถ้าอากาศร้อนมากจนร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส อาจเกิดอาการเพลียแดดได้ และถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับเริ่มมีอาการทางสมอง เช่น ซึม สับสน ชักเกร็งหรือหมดสติ เรียกว่า โรคลมแดด

อาการเพลียแดด

อาการเพลียแดด ได้แก่ ปวดศีรษะ มึนศีรษะคลื่นไส้  อาเจียน อ่อนเพลียไม่มีแรง มีตะคริวและมีไข้ แต่ต่ำกว่า  40 องศาเซลเซียส  อาการเพลียแดด เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบแก้ไข ก่อนที่จะเกิดลมแดดซึ่งมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อาการลมแดดมีความรุนแรงกว่าเพลียแดด และต้องได้รับการแก้ไขอย่างฉุกเฉิน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเพลียแดด แต่ตัวจะแดง ร้อนจัด (เกิน 40 องศาเซลเซียส) ผิวแห้งไม่มีเหงื่อ  หอบหายใจเร็ว  หัวใจเต้นเร็ว มีอาการทางสมอง เช่น เห็นภาพหลอน สับสน หงุดหงิด ชักหรือหมดสติ  ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดตับและไตวาย  กล้ามเนื้อสลายตัว หัวใจเต้นผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด เกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด  และช็อกได้

ภาวะลมแดด

ปัจจัยเสี่ยง

ภาวะนี้เกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัดหรืออยู่ในที่ๆ ร้อนจัดเป็นเวลานาน  แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ  คนที่โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคทางสมอง  ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่ดี ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ผู้ที่ติดเหล้า นักกีฬา คนงาน เกษตรกรหรือทหารที่ต้องออกกำลังอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน  นอกจากนั้นผู้ที่ได้รับยาบางชนิด อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นถ้าอยู่ในที่ร้อนๆ นานๆ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยากันชัก ยาทางจิตเวชบางชนิด ยาลดน้ำมูก แก้หวัด ยาลดความดัน และยาโรคหัวใจบางชนิด  ยาไทรอยด์  เป็นต้น

วิธีการดูแลแก้ไข

หากพบผู้ที่น่าสงสัยว่ามีภาวะลมแดด ดังข้างต้น ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล โดยในระหว่างนั้นควรดูแลผู้ป่วยดังนี้

  1. รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่อากาศร้อน  นำเข้าที่ร่ม หรือห้องแอร์  ถ้าไม่มีแอร์ ให้เปิดพัดลมและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
  2. ถ้าผู้ป่วยยังไม่หมดสติ  ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเย็น  แต่ไม่ต้องให้ยาลดไข้แอสไพรินหรือพาราเซตตามอล
  3. พ่นละอองน้ำบนตัวผู้ป่วย และใช้พัดหรือพัดลมเป่า หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวผู้ป่วย
  4. ถ้าผู้ป่วยชักเกร็ง ให้เอาสิ่งกีดขวางรอบตัวผู้ป่วยที่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายได้ออก
  5. ถ้าผู้ป่วยหมดสติและอาเจียน  ให้จับศีรษะผู้ป่วยหันไปด้านข้าง เพื่อลดโอกาสการสำลัก

การป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานานในช่วงที่อากาศร้อนจัด ถ้าจะออกกำลังกลางแจ้ง  เลือกทำในช่วงเช้าหรือเย็น
  2. ในช่วงที่อากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ไม่หนา ระบายอากาศดี สีอ่อน  สวมหมวกหรือถือร่มกันแดด  ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 15
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์  ชา  กาแฟก่อนออกกำลังกาย
  4. ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน  อย่าเพิ่งออกกำลังกายหักโหมในที่ร้อน เมื่อไปประเทศเมืองร้อน ให้ร่างกายมีการปรับตัวอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  5. ผู้ที่มีโรค หรือรับประทานยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้  สมควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ๆ ร้อนจัดเป็นเวลานาน
  6. ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย หรือเด็กเล็ก ควรระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิอากาศ  ไม่ให้ร้อนอบอ้าว และควรให้ได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ

ภาวะนี้เป็นภาวะที่อันตรายแก่ชีวิต แต่สามารถป้องกันได้  ถ้าหากทุกคนมีความตระหนักและรู้วิธีการป้องกัน

ที่มา : รศ.นพ.วีรศักดิ์  เมืองไพศาล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  www.si.mahidol.ac.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา