มี เสมหะ อยู่ในคอตลอดเวลา แบบนี้กำลังเป็นโรคอะไรหรือเปล่านะ?

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / มี เสมหะ อยู่ในคอตลอดเวลา แบบนี้กำลังเป็นโรคอะไรหรือเปล่านะ?
ติดเชื้อ ระคายเคืองที่คอ สเลด เจ็บคอ เสมหะ โรคกรดไหลย้อน โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหืด โรคไซนัสอักเสบ ไอ

เคยเป็นกันไหมคะ รู้สึกรำคาญเวลาไอ ระคายเคือง หรือมี เสมหะ อยู่ในคอตลอดเวลา จะพูดทีก็ต้องกระแอมก่อนทุกครั้ง แล้วจะยิ่งเพิ่มความรำคาญมากขึ้นไปอีก ถ้าหากเป็นนานๆ ไม่หายขาดสักที รู้ไหมคะว่าอาการเหล่านี้ เป็นเหมือนสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกายบางอย่าง ลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันไหมคะ ว่าตอนนี้คุณกำลังเป็นอะไรอยู่กันแน่?

เสมหะ หรือ สเลด คือสารคัดหลั่งที่ร่างกายสร้างออกมา จากต่อมสร้างสารคัดหลั่ง ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ การที่มีเสมหะ หรือสเลดในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้

1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis) 

เนื่องจากเยื่อบุของผู้ป่วยโรคนี้มีความไวผิดปกติ (hyperreactivity of nasal mucosa) เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ จะกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในจมูก ที่อาจไหลออกมาทางจมูกส่วนหน้า หรือไหลลงคอ (postnasal drip)  ซึ่งน้ำมูกที่ไหลลงคอ ก็จะกลายเป็นสเลด หรือเสมหะในคอของเรานั่นเอง มักจะมีสีขาวใส หรือขุ่น ยกเว้นเวลาเช้า เมื่อผู้ป่วยตื่นขึ้นมา อาจมีสีเหลืองขุ่นได้ เนื่องจากมีการคั่งค้างของน้ำมูก หรือเสมหะ อยู่ในจมูก หรือคอเป็นระยะเวลานาน

เสมหะ

2. โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis) 

เนื่องจากโรคนี้มีการอักเสบของเยื่อบุจมูก และไซนัส  ซึ่งจะมีการกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูก ให้มีเสมหะไหลลงคอได้เหมือน โรคในข้อ 1  นอกจากนี้สารคัดหลั่งที่ออกจากไซนัส อาจผ่านรูเปิดของไซนัสในโพรงจมูกออกมา และไหลลงคอ กลายเป็นเสมหะได้ ซึ่งมักจะมีสีเขียว หรือเหลืองตลอดเวลา (มักบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคที่เรีย)

3. โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD)

เมื่อกรดไหลขึ้นมาที่คอหอยจากหลอดอาหาร จะกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในลำคอให้ทำงานมากขึ้น ทำให้มีเสมหะในลำคอได้ นอกจากนั้นกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาที่คอ จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุลำคอ ทำให้กลไกในการกำจัดเสมหะของเยื่อบุลำคอผิดปกติไป จนทำให้มีเสมหะค้างอยู่ที่ลำคอได้ นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอ และกล่องเสียง (laryngopharyngeal reflux) กรดไหลย้อนที่ออกไปนอกหลอดอาหาร อาจไปถึงเยื่อบุจมูกทางด้านบน และกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในโพรงจมูกให้ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้มีน้ำมูก หรือมีเสมหะไหลลงคอได้

เสมหะ

4. การใช้เสียงผิดวิธี (muscle misuse dysphonia) 

การที่ใช้เสียงในการพูดมาก มักทำให้ผู้พูดต้องหายใจทางปาก คล้ายกับการออกกำลังกายให้เหนื่อย โดยจะมีการหายใจทั้งทางจมูก และปาก จมูกซึ่งมีหน้าที่ปรับอากาศที่หายใจเข้าไปให้ชื้น และอุ่นขึ้น  และกรองสารระคายเคืองต่างๆ ในอากาศก่อนเข้าสู่ลำคอ จึงไม่ได้ทำหน้าที่ ส่งผลให้อากาศที่ผ่านลำคอ แห้ง และเย็น ร่างกายอาจปรับตัว โดยสร้างเสมหะในคอขึ้นมามากขึ้น เพื่อทำให้ผนังคอชุ่มชื้นขึ้น นอกจากนี้สารระคายเคืองต่างๆ ในอากาศ อาจเข้าไปสัมผัสกับลำคอโดยตรง และไปกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะให้ทำงานมากขึ้นได้

5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคหืด (asthma) 

โรคทั้งสองนี้ จะมีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมของผู้ป่วยโรคนี้มีความไวผิดปกติ (hyperreactivity of bronchial mucosa)  เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ จะกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในเยื่อบุหลอดลม ทำให้มีเสมหะในหลอดลม หรือคอตลอดได้

เสมหะ

6. การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ (chronic infectious pharyngitis) 

เช่น จากเชื้อราเชื้อวัณโรคเชื้อซิฟิลิสเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำคอ ซึ่งอาจกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในลำคอให้ทำงานมากขึ้น ทำให้มีเสมหะในลำคอได้ 

7. การระคายเคือง และ/หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ (chronic irritative and/or traumatic pharyngitis) 

เช่น  การสัมผัสสารเคมีมลพิษสารระคายเคือง เนื่องจากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมี  มลพิษ หรือสารระคายเคืองมากการสูบบุหรี่การดื่มเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์การไอการอาเจียนที่บ่อยและเรื้อรังเนื้องอกในลำคอพังผืด หรือแผลเป็นในลำคอ หรือแม้แต่การที่อยู่ในห้อง หรือสถานที่ที่มีอากาศเย็นมาก อาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ หรืออาจกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในคอ ให้ผลิตเสมหะออกมามากกว่าปกติได้

สำหรับคนที่มีเสมหะอยู่ในคอตลอดเวลา การเลือกรักษาด้ววิธีการทานยาละลายเสมหะ อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทางออกที่ดีคือ การดื่มน้ำเปล่า นอกจากนี้ก็ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียดอีกครั้ง หากพบอาการผิดปกติ จะได้รักษาได้ทันท่วงที

ที่มา : รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน สาขาวิชาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=750

ขออนุญาตใช้เนื้อหา