ปวดส้นเท้าบ่อย อย่าชะล่าใจ! เสี่ยงเป็น โรครองช้ำ แบบไม่รู้ตัว

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ปวดส้นเท้าบ่อย อย่าชะล่าใจ! เสี่ยงเป็น โรครองช้ำ แบบไม่รู้ตัว

เชื่อได้เลยว่าสาวๆ หลายคนจะต้องเคยเจอกับอาการปวดเมื่อยบริเวณส้นเท้าอย่างแน่นอน ก็เพราะผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง หรือต้องทำงานที่ยืนอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ไปได้ แต่สาวๆ รู้ไหมคะว่า บางคนอาจจะไม่ทราบมาก่อน ว่าบางอาการก็อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษา จึงทำให้ละเลยอาการเหล่านั้นไป วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ ของอาการปวดส้นเท้าที่เป็นสัญญาณเตือนของ โรครองช้ำ มาฝากกันค่ะ

อาการของโรครองช้ำนี้คือปวดบริเวณส้นเท้าไปจนถึงฝ่าเท้า โดยเฉพาะก้าวแรกหลังจากตื่นนอนหรือหลังจากนั่งพักนานๆ โรคนี้เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่เป็น แต่ไม่รู้ตัว จะพบมากในคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยสาเหตุของโรคเกิดจากการรับน้ำหนักเป็นเวลานาน ทำให้เอ็นที่ฝ่าเท้ารับน้ำหนักมาก พบได้บ่อยกับผู้ที่ต้องยืนเป็นเวลานานระหว่างวัน นอกจากนี้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม ก็อาจมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ อย่าง รองเท้าที่ไม่มีพื้นบุรองส้นเท้า เป็นต้น รวมถึงลักษณะการทำกิจกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เพิ่มระยะทางการวิ่งออกกำลังกาย การเดินหรือวิ่งบนพื้นผิวที่ต่างไปจากเดิม ที่ทำให้เกิดโรคได้ โครงสร้างร่างกายบางครั้งก็มีความเสี่ยง เช่น เท้าแบนเกินไป อุ้งเท้าโก่งมากเกินไป หรือเส้นเอ็นยึดบริเวณน่อง ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเท้าได้ตามปกติ

โรครองช้ำ

อาการหลักๆ ของโรคนี้คือ อาการเจ็บที่ส้นเท้าแล้วลามไปทั่วฝ่าเท้า ลักษณะของอาการเจ็บจะเป็นแบบปวดจี๊ดขึ้นมาและปวดอักเสบ โดยความเจ็บปวดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย อาการปวดจะรุนแรงที่สุดเมื่อเริ่มมีการลงน้ำหนักที่ส้นเท้าในก้าวแรก นอกจากนี้อาจมีอาการปวดขึ้นได้ในระหว่างวัน

การรักษาสามารถรักษาได้โดยการไม่ต้องผ่าตัด การรักษาที่สำคัญที่สุดคือ การนวดบริเวณฝ่าเท้า การนำเท้าแช่ในน้ำอุ่นเป็นเวลา 5-10 นาที ส่วนการรับประทานยาก็สามารถช่วยได้เช่นกัน แต่หลักๆ อยู่ที่การทำกายภาพบำบัด ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาแต่ละคนไม่เท่ากัน ส่วนการผ่าตัดมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะจะผ่าตัดบริเวณผังผืดที่อักเสบออกไป ซึ่งบางคนเมื่อผ่าตัดไปแล้วอาจจะทำให้เท้าแบนถาวรได้

แม้โรครองช้ำ อาจจะไม่ใช่โรคที่มีอันตรายร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรมองข้ามสัญญาณเตือนต่างๆ เหมือนกันนะคะ ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถ้าขืนปล่อยทิ้งไว้ มีแต่จะเพิ่มความอันตรายมากขึ้น แถมยังกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วยค่ะ

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา