วิตกกังวล วิธีการรักษาโรคแพนิค อาการแพนิค โรคตื่นตระหนก โรคแพนิค

รู้ยัง! โรคแพนิค ก็สามารถรักษาให้หายได้นะ

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / รู้ยัง! โรคแพนิค ก็สามารถรักษาให้หายได้นะ

เรามักได้ยินชื่อของ โรคแพนิค อาการแพนิค หรือ โรคตื่นตระหนก อยู่บ่อยครั้ง จากคนรอบข้าง หรือรายการทีวีบ้าง ซึ่งแท้จริงแล้วโรคนี้เป็นโรคทางจิตเวชที่มีมานาน และพบมากในคนทั่วไป แต่คนมักจะไม่ค่อยทราบว่าอาการที่ผู้ป่วยแสดงออกมานั้น เป็นอาการของโรคแพนิคที่สามารถรักษาให้หายได้ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกัยโรคแพนิคกันค่ะ

อาการของโรคแพนิค

ส่วนใหญ่อาการของโรคแพนิคนั้นจะเกิดขึ้นทันทีทันใด! โดยผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทันหรือไม่เต็มอิ่ม บางรายอาจวิงเวียน ท้องไส้ปั่นป่วน มือเท้าเย็นชารู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ จากนั้นจะเริ่มรู้สึกกลัวเหมือนตัวเองกำลังจะตาย หรือจะเป็นบ้า อาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มที่ และจะสงบลงในเวลาประมาณ 10 นาที บางรายอาจนานกว่านั้น แต่มักไม่เกิน 1 ชั่วโมง และจะเป็นซ้ำๆ โดยมีสิ่งกระตุ้นหรือไม่มีก็ได้ แพทย์ก็มักตรวจไม่พบความผิดปกติ และมักได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมาก

หากผู้ป่วยไม่ได้เข้ารับการรักษา และอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้อง แม้ตัวโรคจะไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ป่วยก็จะต้องทรมานจากอาการ และดำเนินชีวิตประจำวันด้วยความวิตกกังวลตลอดเวลา กลัวที่จะต้องอยู่ในที่ที่ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือได้เมื่อมีอาการ ส่งผลให้ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียว หรือกลัวที่จะทำกิจกรรมบางอย่างหากอาการแพนิคกำเริบขึ้นทันที เช่น ข้ามสะพานลอย ขึ้นลิฟต์ หรือขับรถ และอาจพบภาวะอื่นๆ ตามมา ที่พบบ่อยคือภาวะซึมเศร้า จากการมีอาการและไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไรแน่ กลัวว่าจะตายจากโรค จนทำให้ผู้ป่วยเริ่มท้อแท้

โรคแพนิค

สาเหตุของโรคแพนิค

สาเหตุของโรคแพนิคจริงๆ นั้น ไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางร่างกายและทางจิตใจ

1. ทางร่างกาย อาจเกิดจากสมองส่วนควบคุมความกลัวที่เรียกว่า “อะมิกดาลา” ทำงานผิดปกติ

ดังนั้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลให้เกิดพฤติกรรม ความคิดที่ผิดปกติ และต่อเนื่องไปถึงการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย คล้ายระบบสัญญาณกันขโมยที่ไวเกินดังขึ้น โดยที่ไม่มีขโมยจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางร่างกายอื่น ๆ เช่น

– กรรมพันธุ์ คนที่มีญาติเป็นโรคแพนิค มีแนวโน้มจะเป็นได้มากกว่าคนที่ไม่มีกรรมพันธุ์

– การใช้สารเสพติด จะไปทำให้สมองทำงานผิดปกติ หรือสารเคมีในสมองเสียสมดุล

– ฮอร์โมนที่ผิดปกติก็อาจทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุลได้

2. ทางจิตใจ มีงานวิจัยยืนยันว่าคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเสียสมดุลของสารเคมีในสมองได้ โดยเฉพาะในวัยเด็ก มีโอกาสเป็นโรคแพนิคได้มากกว่า เช่น ถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขืน เป็นต้น

โรคแพนิค

โรคแพนิคก็สามารถรักษาให้หายได้นะ!

การรักษาด้วยยา มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว เมื่อเกิดอาการขึ้นมา ให้รีบกินแล้วอาการจะหายทันที เป็นยาที่รู้จักกันในชื่อ ยากล่อมประสาท หรือยาคลายกังวล ยาประเภทนี้ ถ้ากินติดต่อกันนานๆ จะเกิดการติดยาและเลิกยาก
  2. ยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้น จะต้องกินต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล สามารถป้องกันโรคได้ในระยะยาว เพราะยาจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า แต่จะไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย

สำหรับการรักษาด้วยยา ในช่วงแรกๆ แพทย์จะให้ยาทั้ง 2 กลุ่ม คือ เนื่องจากยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้น ยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ จึงต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์เร็วควบคู่กันไปด้วย   เมื่อยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้นได้ผล แพทย์จะลดการกินยาที่ออกฤทธิ์เร็วให้น้อยลง เมื่อผู้ป่วย “หายสนิท” คือ ไม่มีอาการเลย มักให้กินยาต่อไปอีก 8 – 12 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาของอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก แต่ก็มีบางรายที่มีอาการอีก เมื่อหยุดยาไปแล้วสักพัก ก็ไม่เป็นไรค่ะแค่เริ่มต้นรักษาเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ได้ผลดี ควรมีการรักษาทางจิตใจควบคู่ไปด้วย โดยการให้ความรู้ และพฤติกรรมบำบัด เพื่อปรับแนวคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วย ขณะเดียวกันคนใกล้ชิด ผู้เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งทีมแพทย์พยาบาล ควรเข้าใจและให้กำลังใจ อย่าคิดว่าผู้ป่วยแกล้งทำ เพราะมันจะยิ่งเป็นการทำร้ายจิตใจเขาอย่างมาก แล้วอาการแพนิคก็จะค่อยๆ ทุเลาลงจนหายในที่สุดค่ะ

ทำตัวอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพนิค

สำหรับผู้ที่เป็นโรคแพนิคทุกคน ขอให้ปฏิบัติ เมื่อเกิดอาการดังนี้

  1. หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ และบอกตัวเองว่าอาการไม่อันตราย แค่ทรมานแต่เดี๋ยวก็หาย
  2. มียาที่แพทย์ให้พกติดตัวไว้ กินเมื่ออาการเป็นมาก
  3. ฝึกการผ่อนคลายอื่นๆ เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ ทำงานอดิเรกต่างๆ ที่ช่วยให้มีความสุข

ที่มา : www.si.mahidol.ac.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา