เริม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่คุณไม่ควรมองข้าม!!

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / เริม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่คุณไม่ควรมองข้าม!!

เริม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เพราะอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จัก เริม ในภาพที่เป็นโรคผิวหนัง มีอาการเป็นตุ่มใสๆ อยู่บริเวณปากของเรา วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ เริม ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กันบ้าง มาดูสิว่าจะเหมือนหรือแตกต่างจากที่เคยได้ยินมาหรือไม่?

เริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่มักจะเกิดอาการภายหลังรับเชื้อมาประมาณ 4-7 วัน เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคเริมนี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Herpes simplex viruses type 1 (HSV-1 หรือ เอชเอสวี-1) หรือ Herpes simplex viruses type 2 (HSV-2 หรือ เอชเอสวี-2) แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เริมที่อวัยวะเพศจะเกิดจาก HSV-2 มากกว่า ส่วนการติดเชื้อ HSV-1 มักจะทำให้เกิดตุ่มน้ำใส หรือแผลที่บริเวณปากหรือริมฝีปากมากกว่าหรือเริมที่ปากนั่นเอง

อาการเริ่มแรกจะมีอาการปวดและคันบริเวณอวัยวะเพศ ต่อมาจะเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ มีหนองจนแตกออกเป็นแผลและค่อยๆ หายไป ในระยะแรกนี้อาจพบว่าผู้ป่วยมีไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม หรือชาวบ้านเรียกว่าไข่ดันบวม

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเริมที่อวัยวะเพศ

ในมารดาที่ตั้งครรภ์ การติดเชื้อเริมครั้งแรกสามารถทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ หากมีรอยโรคของเริมที่อวัยวะเพศเกิดขึ้นขณะจะคลอด ควรคลอดบุตรโดยการผ่าตัดทางหน้าท้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อไปสู่ทารก จากทารกสัมผัสเชื้อขณะคลอดผ่านอวัยวะเพศของมารดา

เริม

ในผู้ที่เป็นโรคเอดส์ การที่มีรอยโรคของเริม ไม่ว่าจะเป็น ตุ่มหรือแผล จะส่งเสริมให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น ทำให้คู่นอนเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น และในผู้ที่เป็นโรคเอดส์ก็จะติดเชื้อเริมได้ง่าย เนื่องจากมีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง และหากติดเชื้อเริมแล้วก็มักจะมีอาการของเริมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

วิธีการรักษา

สำหรับวิธีการรักษา จะใช้วิธีรักษาตามอาการ ทำให้แผลแห้งและทำความสะอาด ส่วนแพทย์บางท่านอาจใช้ยาฆ่าเชื้อไวรัสร่วมด้วย ซึ่งคนไข้ที่ติดเชื้อเริมนี้ บางรายอาการหายไปแล้ว แต่เชื้อโรคยังอยู่ในร่างกายและอาจประทุขึ้นมาอีก เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือเมื่อมีภาวะเครียด มีประจำเดือน หรือมีการตั้งครรภ์

วิธีการดูแลตัวเอง

หากพบว่าตนเองนั้นมีตุ่มน้ำใส หรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเริมที่อวัยวะเพศหรือเปล่า ทางที่ดีที่สุดก็ควรที่จัรีบไปปรึกษาแพทย์เสมอ เพราะโรคเหล่านี้ไม่สามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้ แม้อาการจะดีขึ้น แต่ก็มักจะกลายเป็นโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัวเสมอ เมื่อพบแพทย์แล้วก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

การดูแลตนเองขณะที่มีตุ่มหรือมีแผลบริเวณอวัยวะเพศทำได้ดังนี้

  • ควรทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง โดยใช้สบู่อ่อนๆและน้ำสะอาดล้างเบาๆโดยไม่ต้องขัดหรือฟอก หลังจากนั้นซับให้แห้ง อาจทายาขี้ผึ้งปฏิชีวนะ (ยาปฏิชีวนะ) เฉพาะที่ตรงบริเวณรอยโรคเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • ควรใส่ชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะระบายอากาศได้ดีกว่าจึงช่วยลดการอับชื้น
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีตุ่มหรือแผลเริม และอย่างน้อยสองสัปดาห์หลังจากที่แผลเริมหายดีแล้ว
  • หากมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณรอยโรค อาจรับประทานยาแก้ปวดอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือที่เรารู้จักกันว่ายาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้น

วิธีป้องกันการติดต่อเริมที่อวัยวะเพศ

การมีเพศสัมพันธ์เป็นช่องทางสำคัญในการติดโรคเริมที่อวัยวะเพศ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยก็สามารถช่วยลดโอกาสการติดเชื้อเริมได้ อย่างไรก็ตาม การสัมผัสบริเวณที่มีรอยโรคที่มีตุ่มน้ำหรือแผลที่เกิดจากเริม โดยเฉพาะตำแหน่งที่ถุงยางอนามัยไม่ได้ครอบคลุมก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นเริมควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กำลังมีรอยโรคเกิดขึ้นจะดีกว่า

 

ที่มา : www.bangkokhealth.com และ www.bangkokhealth.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา