5 วิธี ป้องกัน โรคความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่คุณอาจเป็นแบบไม่รู้ตัว!!

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / 5 วิธี ป้องกัน โรคความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่คุณอาจเป็นแบบไม่รู้ตัว!!

อาการเจ็บป่วยนั้นเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เคยได้ยินไหมว่า เวลาที่เราทำอะไร ร่างกายก็จะตอบสนองออกมาเป็นแบบนั้น และแน่นอนว่าโรคที่เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวอีกโรคหนึ่งก็คือ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งในปีที่ผ่านๆ มา เรียกได้ว่าคนไทยนั้นป่วยเป็นโรคนี้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว บางรายยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองนั้นกำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ ในขณะที่บางรายรู้แต่ก็กลับไม่ยอมรักษาตัวเอง ส่งผลให้อาการทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก สามารถเสี่ยงต่อการนำไปสู่โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย และโรคหัวใจได้ ลองมาดูกันไหมว่าอาการของโรคนี้เป็นอย่างไร และเราจะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง

โรคความดันโลหิตสูง

นางศุภศรัย สง่าวงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ  รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี (สคร.10) กล่าวอีกว่า โรคความดันโลหิตสูง มักจะไม่มีสัญญาณเตือนหรือมีอาการแสดงให้เห็น ในตอนแรกหากมีความรุนแรงมากขึ้น จะแสดงอาการปวดศีรษะ ง่วงนอน ใจสั่น ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย วิงเวียนสับสน หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดปกติ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในร่างกาย ที่จะนำไปสู่ความเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคตา ซึ่งอาจนำไปสู่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้  ดังนั้นการสนับสนุนให้ประชาชนเห็นความสำคัญใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตนเอง และรู้ค่าตัวเลขระดับความดันโลหิตสูงของตนเอง จะทำให้เกิดความตระหนักในการป้องกันควบคุมและลดความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูงลงได้ ซึ่งค่าความดันโลหิตปกติจะต้องน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท

โรคความดันโลหิตสูง

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วย 5 วิธีป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ดังนี้ 

1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็มจัด

2. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 150 นาทีต่อสัปดาห์

3. งดการสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา

4. ควรรับการตรวจวัดค่าระดับความดันโลหิตเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

5. การทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม หมั่นตรวจเช็กสุขภาพของคุณ รวมถึงคนรอบข้างของคุณด้วย หากพบสิ่งผิดปกติจะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที เพราะคงไม่มีใครอยากทรมานไปด้วยโรคต่างๆ หรอกจริงไหม? อย่าลืมนะว่าการที่คุณไม่มีโรค นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วล่ะ

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา