สาวๆ ควรระวัง! มีเพศสัมพันธ์บ่อย เสี่ยงเป็นโรคฮันนีมูนได้

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / สาวๆ ควรระวัง! มีเพศสัมพันธ์บ่อย เสี่ยงเป็นโรคฮันนีมูนได้
กระเพาะปัสสาวะ คู่รัก ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ปวดท้องน้อย ฮันนีมูน เนื้องอก เพศสัมพันธ์ เพศหญิง แต่งงาน โรค โรคฮันนีมูน โรคไต

คู่รักที่เพิ่งมีงานมงคลสมรส หรือเลี้ยงฉลองแต่งงานกันไปหมาดๆ หลายคู่ก็คงจะเริ่มคิดวางแผนฮันนี่มูนกันแล้วว่าอยากจะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์สักทีหนึ่งที่สุดแสนจะโรแมนติกกับคนที่เรารัก หรือบางคนก็อาจจะเลือกเพียงแค่ไปพักผ่อนในที่สบายๆ ใช้เวลาทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกัน ซึ่งนั่นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีเพศสัมพันธ์จะเป็นหนึ่งในกิจกรรมของคู่รักข้าวใหม่ปลามันด้วย แต่คุณสาวๆ รู้กันหรือไม่ว่าช่วงนี้นี่แหละ สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เราเป็น โรคฮันนีมูน ได้

โรคฮันนีมูนคืออะไร?

โรคฮันนีมูน (Honeymoon disease) เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในเพศหญิงที่มีการอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ (Urethritis) หรือช่องคลอด (Vaginitis) หรือกระเพาะปัสสาวะ (Cystitis) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดอาการแสบหรือเจ็บบริเวณท่อปัสสาวะในขณะถ่ายปัสสาวะ บางคนอาจถึงขั้นติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังการมีเพศสัมพันธ์ ก็จะเรียกว่า โรคฮันนีมูน ซิสไตติส (Honeymoon Cystitis) ซึ่งที่มาของชื่อโรคฮันนีมูนมาจาก ในสมัยโบราณ การมีเพศสัมพันธ์จะเกิดได้ต้องหลังแต่งงานเท่านั้น และมักเกิดในช่วงที่มีเพศสัมพันธ์หลายๆ ครั้ง ในระยะเวลาอันสั้น ก็คือช่วงที่ฮันนีมูน จึงเรียกกันว่า “โรคฮันนีมูน”

สัญญาณอันตราย สังเกตดูคุณมีหรือไม่

– ขณะถ่ายปัสสาวะ มีอาการแสบบริเวณปลายท่อปัสสาวะ หรือบริเวณปากช่องคลอด

– ถ้ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบร่วมด้วย ก็จะมีอาการปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน กลางคืน ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะขัด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะแล้วรู้สึกว่าไม่สุดต้องไปปัสสาวะอีกแม้เพิ่งปัสสาวะเสร็จ

– บางคนอาจจะมีอาการปวด หรือแสบบริเวณท้องน้อยร่วมด้วยทั้งตอนปวดและไม่ปวดปัสสาวะ

โรคฮันนีมูน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

1. กลุ่มคนที่มีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ หรือลักษณะคล้ายๆ กันนั้นบ่อยครั้ง และหลายครั้งในเวลาอันสั้น

2. ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย

3. ผู้ที่ชอบกลั้นปัสสาวะนาน ๆ

4. ผู้ที่เคยรับการผ่าตัด หรือการรักษาด้วยการฉายแสงบริเวณกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะเพศมาก่อน

5. ผู้ที่มีภาวะต้านทานของร่างกายต่ำกว่าปกติ

การรักษา

หากเริ่มมีอาการดังที่กล่าวมา เบื้องต้นควรจะพักกิจกรรมทางเพศไว้ก่อน หมั่นดื่มน้ำมากๆ เพื่อระบายเชื้อโรคบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะออก (ถ้ามี)

*ถ้ามีอาการมาก ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งมักจะต้องกรวดน้ำปัสสาวะ และอาจจะเพาะเชื้อน้ำปัสสาวะ ซึ่งถ้าพบว่าผิดปกติก็ต้องกินยาปฏิชีวนะ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามสู่โรคอื่นๆ ได้หรือไม่

โดยส่วนใหญ่ถ้าดื่มน้ำมากๆ และพักกิจกรรมทางเพศก็จะหายเองได้ภายในเวลา 5-7 วัน แต่หากปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะเกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และยิ่งถ้าหากติดเชื้อจากแบคทีเรียร่วมด้วย ก็มีโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น กรวยไต หลอดไต ซึ่งมีผลต่อไตในระยะยาว ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรืออาจเกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้

การป้องกัน

– ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

– ดูแลความสะอาดบริเวณปลายท่อปัสสาวะและอวัยวะเพศ

– มีกิจกรรมทางเพศอยู่ในความเหมาะสม โดยหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ควรไปปัสสาวะและทำความสะอาดบริเวณท่อปัสสาวะ รวมถึงอวัยวะเพศ

– ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานเกินไป

– สังเกตพฤติกรรมการปัสสาวะของตนเองว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากปกติที่เคยปฏิบัติหรือไม่ ภายหลังการเดินทาง โดยเฉพาะการฮันนีมูน

– ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือผิดแปลกอะไร เพียงแต่ว่าอาจจะต้องทำให้อยู่ในความเหมาะสม และถูกกาลเทศะ เพราะหากเราไม่ระวังแล้ว อาจทำให้เรากลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้อีก ถ้ามีกิจกรรมทางเพศบ่อยในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้นกระเพาะปัสสาวะของเราเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าดูแลรักษาไม่ดีก็อาจนำไปสู่ภาวะหรือโรคร้ายแรงได้ เช่น โรคไต นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และเนื้องอกได้

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา