ตั้งครรภ์ มะเขือเทศ สเปิร์ม อสุจิ

วิจัยชี้!! การทานมะเขือเทศ ช่วยเพิ่มคุณภาพของสเปิร์มได้ถึง 50%

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / วิจัยชี้!! การทานมะเขือเทศ ช่วยเพิ่มคุณภาพของสเปิร์มได้ถึง 50%

ไลโคปีนเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญซึ่งทำให้มะเขือเทศมีสีแดงสด ล่าสุดนักวิจัยได้ให้ไลโคปีนแบบแคปซูลกับอาสาสมัครผู้ชายจำนวน 28 คน รับประทานวันละ 2 ครั้ง จากการวิจัยพบว่าผู้ชายที่ได้รับยานี้ สเปิร์ม มีความรวดเร็วขึ้นกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนประกอบที่สำคัญในมะเขือเทศคือ สารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารที่ให้มะเขือเทศมีสีแดงสด อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองให้ไลโคปีนแบบแคปซูลแก่อาสาสมัครผู้ชายทานเป็นเวลา 2 วัน พบว่าพวกเขามีสเปิร์มที่แข็งแรงว่ายเร็วขึ้นกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณไลโคปีนที่ให้อาสาสมัครผู้ชายทานในการศึกษาครั้งนี้เทียบเท่ากับการรับประทานมะเขือเทศสุกถึง 5 กระป๋องต่อวัน ซึ่งการทานยาเม็ดอาจเป็นวิธีที่ดีกว่าการทานมะเขือเทศโดยตรง

สเปิร์ม

การศึกษาครั้งนี้มีอาสมัครผู้ชายที่มีสุขภาพดี 56 คน อายุ 19-30 ปี ซึ่งมากกว่าครึ่งพบว่าสเปิร์มไม่มีคุณภาพ อาสมัครครึ่งหนึ่งจะทานไลโคปีนแบบแคปซูลทั้งเช้าและเย็น ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งได้รับเพียงแค่ยาหลอกเท่านั้น หลังจากนั้น 12 สัปดาห์พบว่า ผู้ชายที่ทานมะเขือเทศแบบแคปซูลมีอสุจิที่แข็งแรงว่ายเร็วขึ้นเกือบ 40 % และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยจะเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ซึ่งจำนวนสเปิร์มและขนาดของสเปิร์มนั้นช่วยให้มีโอกาสในการตั้งครรภ์เกือบ 2 เท่า

ผลการวิจัยซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Nutrition สิ่งนี้ความสำคัญเนื่องจากเกิดวิกฤตภาวะเจริญพันธุ์ของเพศชายซึ่งทำให้จำนวนสเปิร์มลดลงเกือบ 60% ส่งผลให้มีบุตรยาก

มะเขือเทศ

อาหารขยะ (Junk Food) ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแม้ว่าพฤติกรรมบางอย่างของคุณผู้ชายอาจจะทำร้ายอสุจิไปบ้าง เช่น การใส่กางเกงในที่รัดแน่นเกินไป การสูบบุหรี่ และการมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามะเขือเทศจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของอสุจิ เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระอย่างไลโคปีนนั้นจะช่วยป้องกันและทำให้อสุจิมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าผู้ชายที่ดื่มน้ำมะเขือเทศเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งไลโคปีนจะพบมากในมะเขือเทศที่ปรุงสุกมากกว่าการรับประทานแบบดิบๆ และยา LactoLycopene ที่ใช้ในการทดลองศึกษาครั้งนี้

ที่มาจาก https://www.dailymail.co.uk/

ขออนุญาตใช้เนื้อหา