รักแร้ รักแร้ดำ รักแร้มีกลิ่น เหงื่อออกเยอะ

3 ปัญหาของรักแร้ ที่คุณอาจเจอ แก้ไขอย่างไร ให้กลับมามั่นใจเหมือนเดิม?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / 3 ปัญหาของรักแร้ ที่คุณอาจเจอ แก้ไขอย่างไร ให้กลับมามั่นใจเหมือนเดิม?

รักแร้ เป็นส่วนผิวหนังที่บอบบาง ประกอบด้วยต่อมเหงื่อและรูขุมขนจำนวนมาก และแม้ว่ามันจะเป็นส่วนที่ไม่ค่อยได้เปิดเผยให้ใครเห็น แต่เราก็ไม่ควรมองข้ามปัญหาของมันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น เหงื่อออกมากกว่าปกติ มีกลิ่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เราขาดความมั่นใจไปดื้อๆ จนกลายเป็นคนเสียบุคลิกภาพไปเลยก็เป็นได้นะคะ

ปัญหาของรักแร้

1. ปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติและกลิ่นตัว

ปัญหาแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่จะเจอ รักแร้ของเรานั้นจะมีต่อมที่สร้างเหงื่ออยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ ต่อม Eccrine จะพบอยู่ทั่วร่างกาย มีหน้าที่ผลิตเหงื่อลักษณะใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และจะหลั่งเหงื่อสู่บริเวณผิวหนัง และต่อม Apocrine ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อขนาดใหญ่กว่า พบเฉพาะบางพื้นที่ เช่น รักแร้ และอวัยวะเพศ จะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะขุ่น หนืด ไม่มีกลิ่น และจะหลั่งเหงื่อเข้าสู่รากขน รวมกับไขมัน ก่อนจะออกมาสู่ผิวหนังบริเวณรูขุมขน

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ต่อม Apocrine จะสร้างสารเคมีที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเรียกว่า กลิ่นกาย บอกถึงความเป็นหนุ่มสาว แต่ละคนมีต่อม Apocrine ไม่เท่ากัน ยิ่งมีมากก็จะทำให้มีเหงื่อที่บริเวณรักแร้มากตามไปด้วย และปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติที่บริเวณใต้วงแขนก็มักจะทำให้เกิดกลิ่นตัวตามมา ซึ่งกลิ่นตัวเกิดจากไขมันที่บริเวณรากขนรวมตัวกับเหงื่อที่หมักหมม และมีเชื้อแบคทีเรียที่สะสมบริเวณผิวหนังมาย่อยสลาย จึงเปลี่ยนกลิ่นกายให้กลายเป็นกลิ่นตัวได้

รักแร้

เหงื่อออกมากผิดปกติเกิดขึ้นจากอะไร?

สาเหตุหลักของการเหงื่อออกมากจนทำให้ปัญหาใต้วงแขน มาจาก 2 สาเหตุ คือ

1. ภาวะเหงื่อออกมากแบบปฐมภูมิ (Primary) เกิดจากมีการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic) ให้มีการหลั่งเหงื่อออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีการหลั่งเหงื่อออกมาไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม ไม่มีตัวกระตุ้น ดังนั้นจะพบภาวะเหงื่อออกมากได้แม้จะอยู่ในห้องแอร์ และจะมีเหงื่อออกมากเฉพาะจุด ซึ่งตำแหน่งที่พบบ่อยคือ รักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และมักพบในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้

2. ภาวะเหงื่อออกมากแบบทุติยภูมิ (Secondary) เกิดจากความผิดปกติของร่างกายหรือ มีปัจจัยจากโรคอื่นๆ ที่มีอยู่มากระตุ้น เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ภาวะวัยทอง โรคหัวใจวายเรื้อรัง โรคติดเชื้อที่ทำให้มีไข้เรื้อรัง ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยารักษาเบาหวาน มอร์ฟีน หรือโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

เหงื่อออกมากผิดปกติรักษาได้อย่างไร?

1. รักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด เป็นการรักษาแบบประคับประคอง ไม่ทำให้หายขาดได้ การรักษาแบบนี้ก็ได้แก่ การทาสารระงับเหงื่อ การฉีดสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิดเอ (BOTOX) ที่รักแร้เพื่อลดการหลั่งเหงื่อ ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากเพราะสามารถลดเหงื่อได้มากถึง 80 % และขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ไม่มีอันตราย ผลข้างเคียงน้อย หลังฉีดจะเห็นผลว่าเหงื่อเริ่มลดลงภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และจะอยู่ได้นาน 6 – 8 เดือน ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย แต่วิธีนี้อาจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

รักแร้

2. รักษาด้วยการผ่าตัด จะทำการผ่าตัดเส้นประสาทอัตโนมัติที่กระตุ้นการหลั่งเหงื่อ บริเวณช่องอก หรือผ่าตัดต่อมเหงื่อที่บริเวณรักแร้ เป็นการรักษาที่ทำให้หายขาดได้ แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้ก็คือ ขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องดมยาสลบและผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ วิธีนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ถึงจะรักษาภาวะเหงื่อออกมากได้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถลดกลิ่นตัวได้ด้วย เนื่องจากกลิ่นตัวเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และการหมักหมมของเหงื่อรวมตัวกับไขมันที่บริเวณรากขน ดังนั้นในบางรายเมื่อเหงื่อลดลง อาจจะได้ผลทางอ้อมทำให้กลิ่นตัวลดลงด้วย แต่ในผู้ป่วยที่ยังมีกลิ่นตัวอยู่อาจจะต้องพิจารณารักษาแบบอื่นร่วมด้วย เช่น การทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือใช้เลเซอร์กำจัดขนซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและสามารถลดขนาดต่อมไขมันบริเวณรากขนได้ด้วย ก็จะทำให้กลิ่นลดลงได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หัวหอม ต้นหอม เครื่องเทศ ซึ่งอาหารเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดกลิ่นตัวได้

2. ปัญหารอยคล้ำใต้วงแขน

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้สาวๆ หลายคนหนักใจไม่แพ้กัน ตามปกติแล้วผิวใต้วงแขนจะมีสีคล้ำกว่าผิวส่วนอื่นๆ เล็กน้อยเพราะเป็นส่วนที่ผิวย่นมารวมกันเหมือนคอ หรือบริเวณขาหนีบ แต่หากผิวส่วนนี้ดำคล้ำกว่าสีผิวส่วนอื่นอาจเป็นไปได้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้น ปัญหารอยคล้ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำหอม สารกันเสีย หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และเกิดการกระตุ้นการสร้างเม็ดสี จึงเกิดรอยดำตามมา
  • การเสียดสีของผิว โดยเฉพาะในคนอ้วน
  • เกิดจากมีสารกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นรอยดำที่เป็นปื้นหนาคล้ายกำมะหยี่สีดำ (Acanthosis nigricans) กระจายเหมือนกัน 2 ข้างของร่างกาย และอาจพบได้ที่รักแร้ คอ ขาหนีบ และข้อพับแขน ซึ่งพบได้ร่วมกับโรคที่มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือพบในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารบางชนิด
รอยดำคล้ำใต้วงแขน รักษายังไงดี?

1. แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้โรลออนที่มีน้ำหอม เนื่องจากน้ำหอมเป็นสารหลักที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้สัมผัสและกระตุ้นการสร้างเม็ดสีทำให้เกิดรอยคล้ำ

2. ในคนอ้วนควรลดน้ำหนักตัว เพื่อลดการเสียดสีบริเวณรักแร้

3. การทายาลดรอยดำ ทาไวท์เทนนิ่ง หรือใช้เครื่องผลักวิตามินลงสู่ผิว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยทำให้รอยดำคล้ำของรักแร้จางลงได้ แต่ต้องหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้ระคายเคืองผิว เช่น กลุ่มที่มีกรดวิตามินต่าง ๆ เช่น AHA หรือ BHA

4. การใช้เลเซอร์รักษารอยดำ หรือใช้เลเซอร์กำจัดขนก็จะช่วยลดการเสียดสีของขนกับผิวหนังและยังทำให้รอยดำจางลงได้

รักแร้

3. ปัญหาขนรักแร้

หลายๆ คนจึงต้องหาทางกำจัดขนรักแร้ให้หมดไปเพื่อความมั่นใจของตนเอง การกำจัดขนรักแร้เดี๋ยวนี้ทำได้ไม่ยุ่งยากและมีหลายวิธี ได้แก่ การโกน การถอน การแว็กซ์ แต่วิธีดังกล่าวไม่ถาวร ต้องทำซ้ำบ่อย และอาจจะทำให้ขนที่ขึ้นใหม่หนาขึ้น เกิดขนคุด หรือผิวบริเวณรักแร้เป็นตุ่มหนังไก่ได้ ในปัจจุบันนิยมใช้วิธีการกำจัดขนโดยใช้เลเซอร์มากกว่า เลเซอร์ที่นิยมและมีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดขน คือ Longpulsed Nd: YAG Laser หรือที่เรียกว่า Gentle-YAG ที่ใช้พลังงานความร้อนลงไปถึงบริเวณรากขน การใช้แสงเลเซอร์กำจัดขนต้องเลือกใช้เครื่องที่มีความยาวคลื่นเหมาะกับการกำจัดขน ในคนที่มีผิวขาวและเส้นขนสีดำจะตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ดีที่สุด และมีความเสี่ยงต่อผิวไหม้จากเลเซอร์น้อยที่สุด แต่เลเซอร์ Gentle-YAG สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยที่มีผิวคล้ำ หรือมีเส้นขนขนาดเล็กหรือขนบางได้ด้วย

เตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์

1. หลีกเลี่ยงการตากแดดจนทำให้ผิวคล้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการทำเลเซอร์กำจัดขน

2. โกนขนให้สั้นล่วงหน้า 1 วัน ก่อนวันรับบริการ และควรให้เหลือขนยาวประมาณ 1 – 2 มิลลิเมตรในวันมารับบริการ (ห้ามใช้วิธีถอนขนหรือแว็กซ์ขนก่อนทำการรักษาประมาณ 4 สัปดาห์)

ขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยากหรือน่ากลัว เริ่มต้นจากการเช็ดทำความสะอาดรักแร้หรือบริเวณที่จะทำเลเซอร์ ไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา เนื่องจากจะมีอาการเจ็บเพียงเล็กน้อยคล้ายเข็มเล่มเล็กๆ จำนวนมากแทงที่ผิวหนังระดับตื้นเท่านั้น ต้องบอกว่าเจ็บน้อยมากหรือแทบไม่รู้สึกเจ็บเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็จะเริ่มกำหนดพื้นที่บริเวณที่จะทำและเริ่มลงมือในการใช้เลเซอร์กำจัดขน ใช้เวลาเพียง 10 – 15 นาที เท่านั้นก็เป็นอันเสร็จทุกขั้นตอนการทำ

มีอะไรบ้างที่ควรรู้หลังการทำเลเซอรกำจัดขนรักแร้?
  • บริเวณที่กำจัดขนอาจจะมีสีผิวแดงเล็กน้อยหรือเป็นตุ่มนูนแดง ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 24 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดในบริเวณที่ทำเลเซอร์
  • งดอาบน้ำอุ่นบริเวณที่กำจัดขน สามารถถูสบู่ได้แต่ไม่ควรขัดหรือถูแรงๆ
  • งดใช้น้ำหอมหรือยาระงับกลิ่นบริเวณที่กำจัดขนประมาณ 3 วัน
  • บริเวณที่กำจัดขนอาจตกสะเก็ดหรือมีตุ่มพองใสได้ (ซึ่งพบได้น้อยมาก) และอาการเหล่านี้จะกลับมาเป็นปกติใน 2 สัปดาห์
  • บริเวณที่กำจัดขน อาจเกิดรอยคล้ำภายหลังการรักษา ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปได้เอง
ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำเลเซอร์กำจัดขน

ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีหลายระดับตั้งแต่เส้นขนถูกกำจัดออกไปจนหมด เส้นขนเส้นเล็กลง เส้นขนสีอ่อนลง และเส้นขนงอกกลับมาช้าลง โดยเส้นขนที่ถูกกำจัดไปจะไม่งอกกลับมามากกว่า 1 วงจรชีวิตของเส้นขนนั้น หรือประมาณ 1 – 2 ปี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของร่างกาย ความถี่ในการทำเลเซอร์ควรทำทุก 6 – 8 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันประมาณ 5 – 7 ครั้ง โดยเส้นขนจะถูกกำจัดไปประมาณ 20 – 30 % หลังการทำเลเซอร์ 1 ครั้ง นอกจากกำจัดขนแล้ว เลเซอร์ยังช่วยให้ผิวหนังบริเวณที่ทำเรียบเนียนขึ้น ช่วยรักษาขนคุด ตุ่มหนังไก่ และทำให้รักแร้ขาวขึ้นด้วยหลังการทำเลเซอร์

ข้อควรระวังในการทำเลเซอร์กำจัดขนรักแร้

ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าถ้าคุณมีประวัติดังนี้

  • มีประวัติเกิดแผลเป็น (Keloid) ง่าย
  • มีประวัติเป็นโรคเริมบริเวณริมฝีปากมาก่อน (ในกรณีที่ต้องการกำจัดหนวดหรือขนบนใบหน้า) เนื่องจากต้องรับประทานยาต้านไวรัสก่อนทำเลเซอร์ 1 วัน
  • กำลังรับประทานยา Roaccutane หรือหยุดยามาน้อยกว่า 6 เดือนก่อนทำการรักษา

ที่มา : พญ. ลออ อรุณพูลทรัพย์ โรงพยาบาทสมิติเวช

ขออนุญาตใช้เนื้อหา