คลอดลูก ตั้งครรภ์ ท้องแข็ง ท้องแข็ง ตั้งครรภ์ เจ็บครรภ์

ท้องแข็ง เจ็บครรภ์เตือน VS เจ็บครรภ์จริง ใกล้คลอด ต่างกันอย่างไร?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ท้องแข็ง เจ็บครรภ์เตือน VS เจ็บครรภ์จริง ใกล้คลอด ต่างกันอย่างไร?

อาการท้องแข็ง ตอนตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่ทำให้คุณแม่ๆ ทั้งหลายกังวลมากๆ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า เบบี๋ตัวน้อยจะต้องออกมาลืมตาดูโลกแล้วล่ะสิ แต่คุณแม่ๆ จำเป็นจะต้องแยกให้ออกว่า อาการ ท้องแข็ง ตั้งครรภ์ นั้น เป็นการเจ็บครรภ์จริง หรือเจ็บครรภ์เตือนกันแน่?

อาการท้องแข็งหรือเจ็บครรภ์

อาการท้องแข็งเกิดจากการบีบตัวของมดลูก เกิดขึ้นได้เสมอในระหว่างตั้งครรภ์ ความสำคัญคือ ต้องแยกให้ได้ว่าเป็นเพียงการเจ็บครรภ์เตือน หรือเจ็บครรภ์จริง โดยมีสาเหตุและลักษณะดังต่อไปนี้

1. เจ็บครรภ์เตือน
สาเหตุ
  • ทารกดิ้นแรง , คุณแม่ทำงานหรือเดินมาก
  • มดลูกหดรัดตัวตามปกติระหว่างตั้งครรภ์ (Braxton Hick Contraction)
อาการ
  • อาการเจ็บเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ มักปวดแค่บริเวณท้องน้อย
  • ระยะห่างของอาการไม่ถี่ขึ้น อาจเป็นทุก 15-20 นาที
  • ความรุนแรงของอาการเท่าๆ เดิม ไม่แรงมากขึ้น
  • ไม่มีอาการอื่นๆ เช่น มูก หรือมูกปนเลือดไหลจากช่องคลอด

* อาการสามารถทุเลาหรือหายได้เอง หลังนอนพักหรือทานยาแก้ปวด
* การเจ็บครรภ์เตือน จะไม่ทำให้ปากมดลูกเปิดขยายซึ่งสามารถตรวจได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ท้องแข็ง ตั้งครรภ์

2. เจ็บครรภ์จริง
สาเหตุ
  • มดลูกหดรัดตัว เพื่อเข้าสู่ระยะคลอด
อาการ
  • อาการเจ็บเกิดขึ้นสม่ำเสมอ อาจปวดหลังใกล้บั้นเอว ร้าวมาบริเวณหน้าท้องได้
  • ระยะห่างของอาการถี่ขึ้น เช่น จากทุกๆ 15นาที เป็นทุกๆ 5-10 นาที
  • ความรุนแรงของอาการเพิ่มมากขึ้น เช่น จากเจ็บ 15-20 วินาที เป็นเจ็บนาน 45-50 วินาที
  • มีมูก หรือมูกปนเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด

* อาการเจ็บครรภ์ มักไม่หายไปเอ แม้นอนพักหรือทานยาแก้ปวด
* เมื่อแพทย์ตรวจภายในจะพบว่าปากมดลูกมีการเปิดขยาย และคอมดลูกมีความบางลง
* เมื่อมีอาการเช่นนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การดูแลเมื่อมีอาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์

1. นั่งหรือนอนพักนิ่งๆ ซักระยะ

2. สังเกตลักษณะอาการให้ดีว่าเป็นการเจ็บครรภ์แบบใด

3. หากอาการเจ็บไม่หายไป และมีแนวโน้มปวดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์

4. หากคุณแม่ไม่แน่ใจ หรือมีอาการอื่นๆ เช่น น้ำเดิน ทารกดิ้นน้อยลง แม้ไม่มีอาการท้องแข็งก็ควรไปพบแพทย์ทันทีเช่นกัน

ที่มา : อ.พญ. วิรดา ดุลยพัชร์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยาศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา