คอเลสเตอรอล คอเลสเตอรอลสูง ค่าคอเลสเตอรอล ไขมัน

ตอบปัญหาสุขภาพ ค่าคอเลสเตอรอลเกิน 200 อันตรายหรือไม่?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ตอบปัญหาสุขภาพ ค่าคอเลสเตอรอลเกิน 200 อันตรายหรือไม่?

หลายคนที่ไปตรวจสุขภาพมา แล้วเจอหมอทักว่า ค่าคอเลสเตอรอล ของคุณเกิน 200 ก็คงจะสงสัยว่ามันอันตรายมากน้อยแค่ไหน มีผลกระทบอย่างไร แล้วเราจะควบคุมมันได้ไหม ลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

คอเลสเตอรอลคืออะไร?

คอเลสเตอรอล คือ ไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ในผนังเซลล์ทุกเซลล์ของคนเรา รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของน้ำดีอีกด้วย ร่างกายของเราจะได้รับคอเลสเตอรอลทั้งจากอาหารที่รับประทานเข้าไป จากภายนอกโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ จากสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่สูง แต่ตับของเรา ก็สามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นเองได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นคอเลสเตอรอลที่รับประทานเข้าไปมากเกินพอจึงกลายเป็นส่วนเกินของร่างกาย

คอเลสเตอรอล แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ

1. LDL Cholesterol เป็นคอเลสเตอรอลที่อันตราย เพราะจะเกาะตัวตามผนังของ หลอดเลือดแดง ซึ่งจะทำให้ความยืดหยุ่นเสียไป และเกิดหลอดเลือดตีบตันตามมา

2. HDL Cholesterol เป็นคอเลสเตอรอลที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยป้องกันการเกาะตัวของ LDL ที่ผนังของหลอดเลือดแดง ช่วยในการป้องกันการเกิดหลอดเลือดตีบตันได้

ค่าคอเลอเตอรอล

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด

1. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ ความอ้วน การขาดการออกกำลังกาย และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

2. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ ผู้ชายที่อายุเกิน 45 ปี และผู้หญิงที่อายุ เกิน 55 ปี มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร

ผู้ที่มีคอเรสเตอรอลในเลือดสูงจะมีอาการหรือไม่ ?

ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจะไม่มีอาการใดๆ นอกจากจะเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ปวดน่องเวลาเดินหรืออัมพฤกษ์อัมพาต ซึ่งเป็นภาวะหลอดเลือด ในส่วนต่างๆ ตีบตัน

ใครที่มีความเสี่ยงที่จะมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ?

ผู้ที่มีพฤติกรรมในการบริโภคอาหารไขมันในปริมาณสูง ไม่รับประทานผักและผลไม้ ขาดการออกกำลังกาย ผู้ที่มีกรรมพันธุ์ของภาวะคอเรสเตอรอลในเลือดสูง และอายุที่มากขึ้น

ค่าคอเลสเตอรอล

เราจะทราบระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อย่างไร ?

เราสามารถตรวจวัดระดับไขมันรวมทั้งคอเลสเตอรอลด้วยวิธีการตรวจเลือด โดยตรวจแยกชนิดของคอเลสเตอรอลและระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ผู้ที่จะรับการตรวจควรงดอาหารและเครื่องดื่ม (ยกเว้นน้ำเปล่า) อย่างน้อย 12 ชั่วโมง และควรงดแอลกอฮอล์ 72 ชั่วโมง

ค่าปกติของคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) ไม่ควรเกิน 200 mg/dl

* LDL Cholesterol : โดยปกติไม่ควรเกิน 120 mg/dl

– ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือเบาหวาน ระดับ LDL ควรน้อยกว่า 100 mg/dl (ควรน้อยกว่า 70 mg/dl ใน ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง*)

– ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและเบาหวาน แต่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด** ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ระดับ LDL ควรน้อยกว่า 130 mg/dl

– ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและเบาหวาน แต่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด** น้อยกว่า 2 ข้อ ระดับ LDL ควรน้อยกว่า 160 mg/dl

*ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากทั้งการสังเคราะห์ในร่างกายของเรา และรับจากการรับประทานอาหาร แต่ถ้าสะสมมากเกินไปจะเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โดยปกติไม่ควรเกิน 150 mg/dl

* HDL Cholesterol ควรมากกว่า 40 mg/dl

* ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยที่เพิ่งเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและเบาหวาน, ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรง, และผู้ที่มีภาวะ Metabolic syndrome (อ้วน + ไตรกลีเซอไรด์ สูง + HDL ต่ำ)

เพราะฉะนั้นถ้าผลรวมค่าคอเลสเตอรอลสูงเกิน 200 อย่าเพิ่งตกใจไป ให้มาวิเคราะห์ที่คอเลสเตอรอลแต่ละตัวดีกว่า อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ HDL=ดี, LDL และไตรกลีเซอไรด์=ไม่ดี ถ้าในผลตรวจคอเลสเตอรอลของเรามี HDL มาก มี LDL และ ไตรกลีเซอไรด์น้อย แม้จะมีผลรวมคอเลสเตอรอลสูงก็ถือว่าสุขภาพดี เช่น จากผลรวมคอเลสเตอรอล 220 มี HDL 104, LDL 70, ไตรกลีเซอรไรด์ 46 แบบนี้ถือว่าสุขภาพดี

เราจะควบคุมระดับของคอเลสเตอรอล ในเลือดได้อย่างไร ?

1. รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อยและคอเลสเตอลต่ำ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและหนัง ไข่ขาว น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน

2. ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ อาหารทะเล (ยกเว้นปลา) หนังสัตว์ เนย เนยแข็ง นมไม่พร่องมันเนย

3. รับประทานอาหารที่มีกากใยเช่น ผักและผลไม้

4. หยุดสูบบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะเพิ่ม LDL และลด HDL

5. การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น การเดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เป็นต้น สามารถช่วยเพิ่มระดับ HDL และลด LDL ได้ โดยควรทำอย่างต่อเนื่องนาน 20-40 นาที/ครั้ง อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์

6. ผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้ยาร่วมด้วยภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ที่มา : www.bnhhospital.comwww.interpharma.co.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา