คลื่นไส้ ดำน้ำ หูอื้อ อาเจียน โรคที่เกิดจากการดำน้ำ

3 โรคที่เกิดจากการดำน้ำ ที่คุณควรรู้ก่อนไปท่องโลกใต้ทะเล

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / 3 โรคที่เกิดจากการดำน้ำ ที่คุณควรรู้ก่อนไปท่องโลกใต้ทะเล

หลายๆ คนชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำมาก โดยเฉพาะการดำน้ำ ที่สามารถเปิดให้เราเห็นโลกอีกใบแบบที่เราไม่เคยเห็น แต่เคยสังเกตไหมว่าเวลาไปดำน้ำทีไร เรามักจะเจอกับปัญหาสุขภาพอย่างเช่น หูอื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ ทุกที วันนี้เราเลยมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ โรคที่เกิดจากการดำน้ำ มาแชร์ให้ทุกคนฟัง

แม้เราจะมีอุปกรณ์ช่วยหายใจที่สามารถทำให้อยู่ในน้ำได้นานๆ ก็ตาม แต่ยังไงเราก็ไม่ใช้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเราไม่ควรประมาท ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำตื้น หรือดำน้ำลึกกว่า 60 ฟุต ก็ต้องรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไว้

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนไปดำน้ำ

ที่ระดับน้ำทะเลแรงกดของอากาศต่อตัวเรามีประมาณ 14.7 ปอนด์ต่อ 1 ตารางนิ้ว ซึ่งแรงกดขนาดนี้ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นแรงกด 1 บรรยากาศ เมื่อเราขึ้นไปอยู่ในที่สูง แรงกดจะค่อยๆ ลดลงตรงกันข้าม ถ้าเราลงไปในน้ำ แรงกดจากน้ำจะเติม เข้ามาด้วย เพราะน้ำมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศมากมาย ฉะนั้น เพียงดำน้ำลงไปแค่ 33 ฟุตในน้ำทะเล หรือ 34 ฟุต ในน้ำจืด แรงกดจะกลายเป็น 2 เท่า ซึ่งจะเป็นสูตรตายตัวเลยว่า ทุกๆ 33 ฟุตที่เราดำน้ำลึกลงไปแรงกดจะเพิ่มขึ้น 1 บรรยากาศ

อาจจะเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่อยากจะเป็นนัก ดำน้ำ ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจดจำ

โรคที่เกิดจากการดำน้ำ

อันตรายที่อาจเกิดจากการดำน้ำ

1. โรคแรงกดดันลด ยิ่งอยู่ในน้ำนาน หรือยิ่งดำน้ำลงลึกเท่าไหร่ ก๊าซไนโตรเจน ในอากาศที่เราหายใจก็จะละลายอยู่ในเลือด และเนื้อของเรามากขึ้นเท่านั้น พอขึ้นสู่ผิวน้ำ แรงกดดันก็จะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นก๊าซไนโตรเจนก็จะละลายได้น้อยลง ส่วนที่ละลายไปแล้ว มันก็จะแยกตัวกลับสภาพ มาเป็นก๊าซดังเดิม

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือตอนเปิดขวดโซดาหรือน้ำอัดลมนั่นแหละ พอเราเปิดฝาขวดปุ๊บแรงกดดันจากในขวดก็จะลดลงฮวบฮาบทันที แล้วก๊าซที่ละลายอยู่ภายใต้แรงอัดก็กลายสภาพมาเป็นก๊าซดังเดิม ซึ่งก็คือฟองอากาศที่เกิดขึ้นเต็มไปทั้งขวดนั่นเอง

แต่ร่างกายคนไม่ใช่ขวดน้ำอัดลม ถ้าหากเกิดฟองแบบนั้นขึ้นในร่างกายเราคงแย่ เพราะฟองไนโตรเจนอาจไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด หรือไปกดเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการเจ็บปวดขึ้น

อาการของโรคแรงกดดันลดแสดงออกได้หลายลักษณะ เช่น อาการปวดเฉยๆ ซึ่งพบได้บ่อยมากโดยนักดำน้ำจะปวดบริเวณแขน ขา หัวไหล่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อศอก

  • อาการทางผิวหนัง เช่น คัน ออกผื่น หรือผิวลาย โดยเริ่มแรกมักจะ คันอย่างรุนแรง หรือรู้สึกร้อนผิวหนังบริเวณลำตัวและหัวไหล่ จากนั้นผิวหนังก็จะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำและเป็นลาย
  • อาการทางปอด ผู้ป่วยอาจเจ็บหน้าอก ไอ หายใจลำบาก ซึ่งอาการ เจ็บหน้าอกและไอจะกำเริบมากขึ้นหากสูบบุหรี่ หรือหายใจเข้าลึกๆ อาการดังกล่าวที่ว่านี้หากทิ้งไว้ไม่รักษา ผู้ป่วยอาจช็อกหรือเสียชีวิตได้
  • อาการทางระบบประสาท (สมอง) และไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอัมพาตได้ ซึ่งจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะไม่ออก กลั้นอุจจาระไม่ได้ และขาอ่อนแอ ส่วนอาการทางสมองที่พบได้บ่อยคืออาการปวดหัว บางรายอาจมีอาการตามัว อัมพาตครึ่งซีก

โรคที่เกิดจากการดำน้ำ

2. อาการบาดเจ็บจากปอดขยายตัว โดยที่ก๊าซในปอดจะขยายตัวเมื่อแรงกดดันลดลง ขณะขึ้นสู่ผิวน้ำ จากความลึก 33 ฟุต ซึ่งมีผลให้ก๊าซในปอดเพิ่มปริมาณขึ้นถึงเท่าตัว ด้วยเหตุนี้เองนักดำน้ำจึงได้รับการอบรมไม่ให้กลั้นหายใจขณะขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ให้หายใจตามปกติเพื่อเป็นการระบายอากาศที่เพิ่มขึ้นออกไปจากปอด

อาการที่น่าสังเกตว่ามีการบาดเจ็บที่ปอดเกิดขึ้นแล้ว คือ มีลมแทรกอยู่ในทรวงอกหรือใต้ผิวหนังบริเวณรอบๆ คอ ซึ่งหากคลำผิวหนังบริเวณนั้นจะรู้สึกเหมือนมีลมอยู่ข้างใน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดบริเวณคอ กลืนลำบาก คอบวม และเสียงเปลี่ยนไป หรือลมที่รั่วมาจากถุงลมปอดแตก อาจไปกดหัวใจ ทำให้เจ็บหน้าอก หายใจลำบากหรือเป็นลมได้

  • ปอดแฟบ ซึ่งเกิดจากลมรั่วออกมาอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอด แล้วไปกด ปอดจนแฟบ ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว และตื้น ผิวหนังเขียวคล้ำ และเล็บเขียว
  • ฟองอากาศไปขวางการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทำให้เกิดอาการแบบอัมพาต หัวใจเต้นผิดจังหวะ หยุดเต้น หรืออาจหยุดหายใจ และ อาจมีฟองเลือดออกทางปากและจมูก

3. อาการบาดเจ็บที่หูส่วนกลาง ในขณะที่ดำน้ำลึกลงไปเรื่อยๆ แรงกดในรูหูจะเพิ่มขึ้นจนไปดันที่แก้วหู ถ้าร่างกายปรับตัวเองไม่ทัน แก้วหูก็จะถูกดันจนแตกได้ หรืออาจมีเลือดออกในหูส่วนกลางด้วย สังเกตได้จากอาการปวดหู หูอื้อ คลื่นไส้ และรู้สึกวิงเวียน

อย่างน้อยการได้รับรู้ในเรื่องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำน้ำ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฝึกต้องระมัดระวัง และเตรียมพร้อมเสมอในการทำกิจกรรมที่ต้องเสี่ยงมากกว่าภาวะปกติ มีจำนวนน้อยมากต่ำกว่าจำนวน ที่กำหนดไว้ในกรณีต้องสัมผัสตลอดเวลา จึงถือว่าไม่มีอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด

คลิป > ทิปท่องเที่ยว: เตรียมตัวก่อนดำน้ำ

ที่มา : หมอชาวบ้าน

ขออนุญาตใช้เนื้อหา