กะโหลกศีรษะแตกยุบ วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง ศีรษะแตก หัวแตก อุบัติเหตุ

4 วิธีห้ามเลือด เมื่อหัวแตก ต้องทำแบบนี้

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / 4 วิธีห้ามเลือด เมื่อหัวแตก ต้องทำแบบนี้

หัวแตก เป็นอุบัติเหตุที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่อันตรายมากกว่านั้นคือ หากสมองได้รับความกระทบกระเทือน อาจส่งผลให้มีเรื่องไม่คาดฝันอย่างอื่นตามมา อย่างเช่น เลือดคั่งในสมอง เพราะฉะนั้นถ้าหากเรารู้จักวิธีรับมือเวลาหัวแตกที่ถูกต้อง ก็จะเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น

วิธีรับมือ เมื่อหัวแตก

ความเสี่ยงจากศีรษะแตกที่อันตรายที่สุดคืออาการบาดเจ็บที่สมอง โดยเฉพาะภาวะเลือดคั่งในสมอง รวมถึงบาดแผลที่แตกเปิดออก อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลและสมองได้ หากไม่รีบรักษาอย่างถูกวิธี อาจพิการหรือเสียชีวิตได้

หัวแตก

ความรุนแรงเมื่อกะโหลกศีรษะแตกแบบต่างๆ

1. กะโหลกแตกร้าวเป็นแนว (Linear Skull Fractures) มักพบได้บ่อย เป็นการแตกร้าวของกะโหลกเป็นเส้นแนวเดียว อาจมีแผลและเลือดออกได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังการรักษา

2. กะโหลกศีรษะแตกยุบ (Depressed Skull Fractures) เป็นลักษณะการแตกที่ค่อนข้างรุนแรง แต่อาจไม่ปรากฏบาดแผลภายนอก บางครั้งพบว่ากระดูกที่แตกนั้นมีบางส่วนที่ไปกดเนื้อสมอง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

3. ฐานกะโหลกศีรษะแตกร้าว (Basilar Skull Fracture) เป็นการกระทบกระเทือนขั้นรุนแรงบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดรอยช้ำบริเวณฐานศีรษะหรือรอบดวงตา บางกรณีอาจมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้เลือดหรือน้ำไขสันหลังไหลออกทางจมูกและหู หากพบอาการดังกล่าวควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

4. รอยประสานของกะโหลกศีรษะแตกร้าว (Diastatic Skull Fractures) มักพบในทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นลักษณะการแตกร้าวที่บริเวณที่เป็นรอยประสานของกะโหลกศีรษะ ทำให้รอยประสานมีขนาดกว้างขึ้นกว่าเดิม

การตรวจวินิจฉัย

เมื่อผู้ป่วยถึงโรงพยาบาล แพทย์จะตรวจร่างกายภายนอกเพื่อพิจารณาการรักษา แต่บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่มีอาการหรือบาดแผลภายนอกให้เห็น แพทย์จำเป็นต้องใช้วิธีการตรวจอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

1. เอกซเรย์กะโหลกศีรษะ (X-Ray) การเอกซเรย์จะช่วยให้แพทย์เห็นความเสียหายของกระดูกกะโหลกศีรษะได้ แต่มีข้อจำกัดในการแตกของกะโหลกบางชนิดที่อาจจะมองไม่เห็นจากการเอกซเรย์ปกติและไม่เห็นการบาดเจ็บของเนื้อสมอง

2. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นความเสียหายของกะโหลกศีรษะและการบาดเจ็บของศีรษะและสมองได้ชัดเจน ซึ่งนิยมใช้มากที่สุด

3. เอกซเรย์เอ็มอาร์ไอ (MRI Scan) เป็นการวินิจฉัยอาการศีรษะแตกที่เด่นชัดที่สุด แต่ใช้เวลาตรวจที่ค่อนข้างนาน จึงอาจไม่เหมาะกับผู้บาดเจ็บวิกฤต

หัวแตก

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ป่วยศีรษะแตก

1. สิ่งแรกที่ควรทำคือ ดูว่าผู้ป่วยยังมีสติ และหายใจอยู่หรือไม่ หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่หายใจควรทำการกู้ชีวิต โดยขอความช่วยเหลือจากผู้คนบริเวณนั้น หาผู้มีความรู้ความชำนาญมาช่วย หรือมาประสานงานช่วยเหลือติดต่อ รพ.

2. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น แต่หากจำเป็นต้องทำการเคลื่อนย้าย ควรระวังบริเวณศีรษะและคอเป็นพิเศษ โดยการสอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปประคองศีรษะทางด้านหลังซ้ายขวาของศีรษะ และมือสองข้างประคองด้านหลังของฐานคอ หากมีแผ่นไม้เรียบให้สอดแผ่นไม้รองบริเวณลำตัวและศีรษะของผู้ป่วย พยายามอย่าให้ศีรษะและคอของผู้ป่วยขยับเขยื้อน

3. ห้ามนำสิ่งแปลกปลอมออกจากบาดแผล เนื่องจากอาจทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรือสิ่งแปลกปลอมนั้นอาจเป็นเศษกะโหลกศีรษะที่แตก

4. ห้ามให้ยาทุกชนิดกับผู้ป่วยที่ศีรษะแตกจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือหน่วยกู้ภัย

5. หากผู้ป่วยอาเจียน ให้ช่วยพยุงศีรษะและคอของผู้ป่วยโดยพยายามไม่ขยับเขยื้อนให้มากเกินไป จากนั้นพลิกตัวผู้ป่วยตะแคงข้างซ้ายหรือขวาก็ได้ เพื่อป้องกันการสำลักอาเจียนของตัวเอง

6. หากผู้ป่วยมีสติและบาดแผลไม่รุนแรง ควรรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด

7. ระหว่างการปฐมพยาบาลควรจดจำอาการต่างๆ เช่น เลือดออกจากแผลมากขึ้น ผู้บาดเจ็บซึมลง หรือชัก เป็นต้น และระยะเวลาที่เกิดอาการ เพื่อแจ้งหน่วยช่วยเหลือหรือทีมแพทย์ เพื่อประเมินการรักษาที่ถูกต้อง

หัวแตก

วิธีการห้ามเลือดเมื่อศีรษะแตก

รอยแผลศีรษะแตกมักมีเลือดไหลมาก เนื่องจากใบหน้าและหนังศีรษะเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงผิวชั้นนอกมาก หรือบางรายอาจมีบาดแผลลึกถึงกะโหลกศีรษะ การห้ามเลือดเบื้องต้นทำได้ดังนี้

1. ล้างมือให้สะอาดหรือสวมถุงมือกันเชื้อโรค (ถ้ามี) ก่อนเข้าห้ามเลือด

2. ให้ผู้ป่วยนอนลง ใช้ผ้าพันแผล หรือผ้าสะอาดกดแผลไว้ให้แน่น 15 นาที เลือดมักจะหยุดไหลได้เอง หรืออาจจะมีไหลซึมอยู่บ้าง

3. หากเลือดยังไหลไม่หยุดจนผ้าชุ่มเลือด ให้เปลี่ยนผ้าสะอาดผืนใหม่แล้วกดแผลต่อ โดยกดแผลต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าหน่วยพยาบาลจะมาช่วยเหลือ

4. หากพบการแตกร้าวของกะโหลก เช่น เห็นเศษกะโหลกออกมาหรือเห็นเนื้อสมองในแผล ให้ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลหรือผ้าที่สะอาดรอบๆแผล โดยห้ามออกแรงกดห้ามเลือดที่แผลโดยตรง เนื่องจากกะโหลกที่แตกอาจจะไปกดเนื้อสมอง และเฝ้าสังเกตอาการจนกว่าหน่วยช่วยเหลือจะมาช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

ไม่อยากหัวแตก ต้องระวัง

ศีรษะแตกมักเกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ขับขี่ด้วยความประมาท การดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับ รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอจนอาจพลัดตกหกล้มศีรษะกระแทกได้

หากต้องทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ เช่น งานก่อสร้างอาคาร หรือผู้ที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันศีรษะ หรือหมวกกันน็อกทุกครั้ง

นอกจากนี้ศีรษะแตกยังมักเกิดขึ้นบ่อยกับเด็กๆ รวมถึงเวลาผู้สูงอายุล้ม เพราะฉะนั้นต้องดูแลบุตรหลานและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการทิ้งเด็กและผู้สูงอายุไว้ลำพัง

ที่มา :  นพ. ธีระ สุริยวงศ์ www.samitivejhospitals.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา