ปวดหู ปวดหูข้างเดียว

ปวดหูข้างเดียว เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ปวดหูข้างเดียว เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง?

อาการปวดหูนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ โดยเฉพาะการ ปวดหูข้างเดียว สำหรับใครที่มีอาการแบบนี้บ่อยๆ ต้องหมั่นสังเกตตัวเองกันด้วยนะคะ บางทีมันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนที่บอกคุณว่า คุณอาจเข่าข่ายเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหล่านี้อยู่ก็ได้

ปวดหูข้างเดียว

มดหรือแมลงเข้าหู

จะมีอาการปวดหูข้างเดียวรุนแรงเกิดขึ้นเฉียบพลัน (เช่น ขณะนอนอยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวดหู) คนไข้จะรู้สึกว่ามีตัวอะไรอยู่ในหู หากสงสัยให้รีบเอาน้ำมันพืชหยอดหู แล้วพาไปพบแพทย์

ปวดหู เป็นโรคอะไรได้อีกบ้าง?

1. โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน

จะมีอาการปวดหู หูอื้อ มักมีไข้สูงร่วมด้วย ส่วนมากจะเป็นหลังจากเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ ออกหัด หรือโรคติดเชื้อในลำคอ เด็กเล็กอาจมีอาการไข้สูงร่วมกับร้องกวนดึก (เพราะเจ็บปวดในหู) และงอแง

2. หูชั้นนอกอักเสบ

มีอาการปวดหู เวลาดึงใบหูจะรู้สึกเจ็บมากขึ้น (หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน เวลาดึงใบหูจะไม่เจ็บมากขึ้น) อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ มักเป็นหลังใช้ไม้แคะหู หากสงสัยควรไปพบแพทย์รวดเร็ว

3. โรคเชื้อราในช่องหู

จะมีอาการหูอื้อ คันในช่องหูมาก บางครั้งมีอาการปวดหูร่วมด้วย เกิดจากมีเชื้อราขึ้นในช่องหู หากสงสัยให้ใช้ไม้พันสำลีซุบทิงเจอร์ใส่แผลสด (merthiolate) เช็ดหูวันละ 3-4 ครั้ง มักจะดีขึ้นใน 2-3 วัน หากไม่ทุเลา ควรไปพบแพทย์

4. ขี้หูอุดตันรูหู

จะมีอาการหูอื้อ และอาจปวดหูร่วมด้วย มักเป็นทันทีหลังเล่นน้ำ สระผม น้ำเข้าหู เนื่องจากขึ้หูอุ้มน้ำพองจนอุดรูหู คนไข้จะรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำเข้าหู แต่ไม่ยอมหายนานเป็นวันๆ หากสงสัยควรรีบปรึกษาแพทย์

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

1. คนที่มีอาการปวดหู หูอื้อ และเป็นไข้ หรือสงสัยว่าเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ ควรไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง

2. คนที่มีอาการปวดหู หูอื้อ แต่ไม่มีไข้ และไม่สงสัยว่าเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ ควรไปพบแพทย์ภายใน 2-3 วัน เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

วิธีดูแลตัวเอง

เมื่อมีอาการปวดหู หูอื้อ มีไข้ เกิดขึ้นหลังเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิบอักเสบ ออกหัด หรือเป็นโรคติดเชื้อในลำคอ พึงสงสัยว่าจะเป็นหูชั้นกลางอักเสบ ควรไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง ระหว่างที่รอพบแพทย์ อาจให้การรักษาขึ้นต้น ดังนี้

1. กินยาแก้ปวดลดไข้-พาราเซตามอล

2. กินยาปฏิชีวนะ ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ขนาด 250 มก. วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ผู้ใหญ่ครั้งละ 1-2 เม็ด เด็กโตครั้งละ 1 เม็ด เด็กเล็กใช้ชนิดน้ำเชื่อมครั้งละ 1-2 ช้อนชา

ถ้าเคยมีประวัติแพ้ยา (กินแล้วมีอาการลมพิษ ผื่นคัน หรือหายใจหอบ) ห้ามกินยานี้ และควรรีบไปพบแพทย์

ที่มา : www.doctor.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา