ขาดสารอาหาร ถ้ำหลวง ทีมหมูป่าอคาเดมี่ ภาวะ Refeeding Syndrome หิว อดอาหาร

ทำความรู้จัก ภาวะ Refeeding Syndrome ผลกระทบจากการ ขาดสารอาหาร มานาน

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ทำความรู้จัก ภาวะ Refeeding Syndrome ผลกระทบจากการ ขาดสารอาหาร มานาน

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่เมื่อคืนเราได้ยินข่าวดีที่คนไทยทุกคนรอคอย นั่นก็คือ การพบโค้ชและเด็กๆ ทีมหมูป่าอคาเดมี่ ทั้ง 13 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากขั้นตอนการดำเนินการนำเด็กๆ และโค้ชออกมาแล้ว สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังกันต่อไป การทานอาหารของเด็กๆ เนื่องจากทั้ง 13 คนขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน หากทานอาหารที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการเป็น ภาวะ refeeding syndrome อันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะ refeeding syndrome คืออะไร?

ภาวะ refeeding syndrome เป็นภาวะที่พบได้ไม่ยากในโรงพยาบาล และเป็นภาวะที่มีความรุนแรงค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างเฉียบพลัน ที่สำคัญคือเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการของคนไข้ด้วย ดังนั้นจึงมีความสำคัญมากที่นักกำหนดอาหารจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ

การให้สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไม่ว่าจะเป็นจากน้ำเกลือที่มี dextrose อาหารทางปาก อาหารทางสายให้อาหาร หรืออาหารทางหลอดเลือดดำในช่วงระยะเวลาสั้น ในคนไข้ที่มีภาวะขาดสารอาหารมาแต่ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จะกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเล็กโทรไลต์เข้าสู่เซลล์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนิเซียมในเลือดต่ำ ร่วมกับสมดุลน้ำและโซเดียมที่ผิดปกติไป และยังทำให้ระดับวิตามินบี 1 ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบสมดุลการไหลเวียนเลือดและระบบประสาท รวมถึงกล้ามเนื้อ จนอาจทำให้เสียชีวิตได้ อาการเหล่านี้เรียกว่าภาวะ refeeding syndrome

ภาวะ Refeeding Syndrome

ใครเสี่ยงต่อการเป็นภาวะ Refeeding Syndrome บ้าง?

กลุ่มคนไข้ที่มีความเสี่ยงคือ กลุ่มที่ขาดสารอาหารมาเป็นระยะเวลานาน (เช่น anorexia nervosa โรคติดสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งที่ทำให้น้ำหนักลดจนผอมแห้ง คนไข้ที่ได้รับอาหารในปริมาณน้อยๆ เป็นระยะเวลานาน และคนไข้ที่มีน้ำหนักลดผิดปกติอย่างรวดเร็ว) ดังนั้น ก่อนจะเริ่มให้อาหารหรือสารอาหารใดๆ ในคนไข้กลุ่มนี้ ควรมีการตรวจระดับอิเล็กโทรไลต์ในเลือด รวมถึงฟอสฟอรัสและแมกนิเซียมก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เริ่มให้สารอาหารทีละน้อยและช้าๆ ที่ 25% ของความต้องการพลังงานต่อวัน แล้วจากนั้นจึงตรวจติดตามระดับอิเล็กโทรไลต์ ฟอสฟอรัส และแมกนิเซียมอย่างใกล้ชิด จึงค่อยเพิ่มพลังงานอย่างช้า ๆ เป้าหมายอยู่ที่การให้พลังงานจนถึงระดับเป้าหมายภายใน 4 – 7 วันครับ

แนวปฏิบัติจาก National Institute for Health and Care Excellence (NICE) และ British Association of Parenteral and Enteral Nutrition (BAPEN) เกี่ยวกับการจัดการ refeeding syndrome เป็นไปตามนี้…

1. ตรวจระดับฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโพแทสเซียมในเลือด

2. ก่อนที่จะเริ่มให้อาหาร ให้วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) 200-300 มิลลิกรัม/วัน ทางปาก หรือวิตามินบีรวม 1-2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หรือวิตามินบีรวมทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับวิตามินรวม/แร่ธาตุ วันละ 1 ครั้ง

3. เริ่มให้อาหารอย่างช้าๆ ที่ไม่เกิน 10 Kcal/Kg/day แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณพลังงานและสารอาหารภายใน 4-7 วัน หากคนไข้มีภาวะทุพโภชนาการขณะแรกรับ ให้เริ่มต้นที่ไม่เกิน 5 Kcal/Kg/day

4. ให้สารน้ำชดเชยให้เพียงพอ ติดตามระดับฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโพแทสเซียมอย่างใกล้ชิด ให้อิเล็กโทรไลต์ชดเชย หากมีภาวะอิเล็กโทรไลต์ในเลือดต่ำ

5. ติดตามอาการจนครบ 2 สัปดาห์

คลิป > พบแล้ว 13 ชีวิต หมูป่ารอดหมด

ที่มา : ฐนิต วินิจจะกูล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา