นอนน้อย น้ำในหูไม่เท่ากัน บ้านหมุน มึนหัว เครียด เวียนหัว.เวียนศีรษะ ไมเกรน

มึนหัว VS เวียนหัว ต่างกันอย่างไร มาหาคำตอบ

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / มึนหัว VS เวียนหัว ต่างกันอย่างไร มาหาคำตอบ

อาการ มึนหัว และเวียนหัว เป็นอาการที่หลายคนต้องเคยพบเจอ ซึ่งหลายคนก็อาจจะยังเกิดความสับสนว่า เอ๊ะ! อาการ มึนหัว กับ เวียนหัว มันต่างกันอย่างไร ลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

อาการมึนหัว

สำหรับอาการ “มึนหัว” จะมีอาการหนักหัว มึนๆ ตื้อๆ งงๆ เบาๆ ลอยๆ จะไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมหมุน ไม่มีอาการตาลายหรือโคลงเคลง สาเหตุมักเกิดจากความผิดปกติเพียงเล็กน้อยของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น พักผ่อนน้อย เครียด อดนอน นอนมากไป นอนผิดท่า เมาค้าง วิตกกังวล ซึมเศร้า หรืออาจเกิดจากผลข้างเคียงของยาระงับประสาท ยาแก้แพ้ หรือยาอื่นๆ ที่มีผลต่อสมอง เป็นต้น

การรักษาอาการมึนหัวนั้นจะเน้นรักษาที่สาเหตุมากกว่าการให้ยาบรรเทา (เช่น ให้ยาคลายเครียด ยานอนหลับ) เพื่อให้คนไข้พักผ่อนได้มากขึ้น เน้นให้คนไข้แก้ไขที่สาเหตุ เช่น พยายามนอนให้เพียงพอไม่มากไปหรือน้อยไป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมการใช้ยาบางอย่าง เป็นต้น

มึนหัว

อาการเวียนหัว

อาการที่ทำให้เรารู้สึกหมุน มีได้ 2 แบบ คือ แบบแรกรู้สึกว่าตัวเราอยู่นิ่ง แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรานั้นหมุนหรือไหลไป (บางคนเรียกว่า บ้านหมุน) อีกแบบหนึ่งคือ สิ่งแวดล้อมอยู่นิ่งๆ แต่ตัวเรานั้นหมุน บางทีก็เอียงเหมือนจะล้ม รู้สึกโคลงเคลง ตาลาย

สาเหตุมีหลายอย่าง ส่วนมากมักเกิดจากความผิดปกติเพียงเล็กน้อยของประสาทการทรงตัว ซึ่งไม่มีอันตรายอะไร เพียงแต่ต้องระวังการเกิดอุบัติเหตุเวลาเวียนหัว เช่น ถ้าเป็นคนแก่ต้องรีบนั่งหรือนอนพักอย่าให้ล้ม หรือถ้าเกิดอาการขณะขับรถต้องรีบจอดพักเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการเวียนหัวนั้น ถ้าเป็นเพียงเล็กน้อยหรือเป็นพักๆ โดยมากมักจะเกิดอาการเมื่อมีการเปลี่ยนท่า เช่น จากท่านั่งเป็นท่ายืนเร็วๆ อาจทำให้เซเล็กน้อย บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าไม่มีอาการผิดปกติอื่นก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ แต่ถ้าพบว่ามีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น กลืนลำบาก พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน สำลักบ่อย ชาตามตัว ชัก หรือเป็นอัมพาต ต้องรีบไปหาหมอทันที เพราะแสดงถึงความผิดปกติของสมอง

5 โรคสำคัญ…สาเหตุที่ทำให้คุณเวียนหัว

1. โรคหินปูนในหูชั้นใน หรือ BPPV เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน พบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้คือ อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีที่เปลี่ยนท่าทางของศีรษะ (ระหว่างล้มตัวลงนอน ก้มหยิบของ) อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป แต่ผู้ที่ป่วยโรคนี้มักมีอาการเป็นซ้ำเกือบทุกวัน แต่จะไม่มีอาการหูอื้อ สูญเสียการได้ยิน หรือได้ยินเสียงผิดปกติในหู รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาชาหรืออ่อนแรง

2. โรคเวียนศีรษะจากไมเกรน ไมเกรนเป็นโรคที่ผู้ป่วยจะปวดหัวข้างเดียว มีอาการปวดตุบๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งในบางครั้งแทนที่จะมีอาการปวดศีรษะข้างเดียวเป็นอาการที่โดดเด่น แต่กลับกลายเป็นว่ามีอาการเวียนหัวแทน มักจะเป็นๆ หายๆ สลับกันไป เมื่อมีอาการเกิดขึ้นประสิทธิภาพการได้ยินจะลดลง หูอื้อ แพ้แสงจ้า หรือมีการเห็นแสงวูบวาบร่วมด้วย บางครั้งอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เนื่องจากเกิดอาการหูอื้อ

มึนหัว

3. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ผู้ป่วยจะมีอาการบ้านหมุนอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนและสูญเสียการทรงตัว เดินแล้วเซหรือล้มได้ง่าย โรคน้ำในหูไม่เท่ากันนี้จะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ป่วยต้องอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับร่างกาย เพราะอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวเพิ่มขึ้นได้

4. โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคโลหิตจาง หรือโรคความดันโลหิตสูง ที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตหลายประเภท ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำ เลือดไม่เพียงพอต่อการไปเลี้ยงสมอง ทำให้มีอาการหน้ามืด หรือเป็นลมตามมา

5. โรคที่เกิดจากความเครียด หรือโรคทางจิตเวช จะเกิดอาการเวียนหัวอย่างมากเมื่ออยู่ในที่แคบ ที่โล่ง ที่สูง หรือที่ชุมชน แต่อาการจะหายไปเมื่อไม่อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อผู้ป่วยเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดอาการหายใจเร็วกว่าปกติมาก (Hyperventi lation syndrome) หายใจไม่เต็มอิ่ม มือเท้าชาและเย็น หรือมือจีบเกร็ง และเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก

เทคนิคแก้อาหาร “บ้านหมุน”

1. บริหารศีรษะ

  • ก้มศีรษะไปข้างหน้าแล้วแหงนไปข้างหลัง ทำขณะลืมตา ทำช้าๆ แล้วค่อยเพิ่มเร็วขึ้น ทำทั้งหมด 20 ครั้ง
  • หันศีรษะจากด้านหนึ่ง ไปยังอีกด้านหนึ่ง ทำช้าๆ แล้วค่อยเพิ่มเร็วขึ้น ทำทั้งหมด 20 ครั้ง ควรทำในขณะที่หลับตา

2. บริหารตา

  • มองขึ้นบนแล้วมองลงล่าง ทำช้าๆ แล้วค่อยเพิ่มเร็วขึ้น ทำทั้งหมด 20 ครั้ง
  • กลอกตาจากซ้ายไปขวา แน่นอนว่าให้เริ่มต้นทำช้าๆ เช่นกัน เพราะถ้าเริ่มทำแบบเร็วๆ จะทำให้เวียนหัว มึนหัวมากกว่าเดิม ทำทั้งหมด 20 ครั้ง
  • เหยียดแขนไปข้างหน้าสุดแขน และใช้สายตาจ้องนิ้วชี้เอาไว้ จากนั้นค่อยๆ เลื่อนกลับมาที่เดิมช้าๆ ทำแบบนี้ 20 ครั้ง

3. บริหารในท่านั่ง

  • ยกไหล่ขึ้นลง 20 ครั้ง ขณะที่นั่งอยู่
  • หันไหล่ไปทางขวา แล้วหันไปทางซ้าย ทำ 20 ครั้ง
  • ก้มตัวไปข้างหน้าแล้วหยิบของจากพื้นช้าๆ แล้วค่อยๆ ดึงตัวกลับมานั่งตรง ทำซ้ำแบบนี้ 20 ครั้ง จะรู้สึกว่าได้ยืดเส้นยืดสาย

4. การเคลื่อนไหว

  • เดินขึ้นลงบันได ขณะลืมตา 10 ครั้ง ขณะหลับตาอีก 10 ครั้ง
  • โยนลูกบอลยางเล็กๆ โดยต้องโยนจากมือหนึ่งไปยังอีกมือหนึ่งแล้วรับให้ได้ มีข้อแม้ว่าต้องโยนให้สูงเหนือระดับตา ทำอย่างน้อย 10 ครั้ง

ที่มา : www.phyathai.comwww.doctor.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา