ถ่ายท้อง ถ่ายเหลว ท้องเสีย ยา ยาแก้ท้องเสีย

ข้อมูลนี้ต้องรู้! 5 ยาแก้ท้องเสีย ที่ควรมีติดบ้านไว้

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ข้อมูลนี้ต้องรู้! 5 ยาแก้ท้องเสีย ที่ควรมีติดบ้านไว้

ยาแก้ท้องเสีย

ท้องเสีย จะมีอาการถ่ายเหลว (เป็นน้ำ) และถ่ายบ่อยจนผิดปกติ บางคนก็มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ทำให้คนที่ท้องเสียรู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีอาการท้องเสียแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า ยาแก้ท้องเสีย มีอะไรบ้าง ต้องกินยายังไงดีถึงจะหาย ลองไปหาคำตอบพร้อมๆ กันค่ะ

7 สาเหตุที่ทำให้คุณท้องเสีย

1. เกิดจากความผิดปกติของอารมณ์และจิตใจ เช่น ตื่นเต้น เครียด วิตกกังวล ท้องเสียแบบนี้มักจะเป็นไม่มาก ไม่เป็นบ่อย และไม่มีอาการไข้ต่างๆ ร่วมด้วย

2. กินอาหารไม่สะอาด เช่น กินอาหารที่แมลงวันตอม อาหารทะเลที่ไม่สด รวมถึงอาหารที่ปรุงไม่สะอาด อาการท้องเสียที่มาจากสาเหตุนี้ จะไม่ร้ายแรง และอาจหายเองได้โดยไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพียงแค่กินยาแก้ท้องเสียก็พอ เว้นเสียแต่ว่ากินอาหารกระป๋องที่มีพิษ เพราะเชื้อคอสทิเดียม อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้

3. ร่างกายได้รับสารเคมีที่เป็นพิษบางชนิดเกินขนาด (สูดดมจากสภาพแวดล้อมที่อยู่) กรณีนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลับ มักจะเกิดหลังจากที่ร่างกายสะสมพิษไว้ในร่างกายทีละน้อย เช่น ปรอท แมงกานีส ตะกั่ว ฯลฯ

4. ติดเชื้อจากโรคต่างๆ เช่น โรคบิด ไทฟอยด์ อหิวาต์ โรคพยาธิบางชนิด เป็นต้น

5. กินยาบางชนิดมากเกินไป เช่น ยาถ่าย หรือยาปฏิชีวินะ พวกแอมพิซิลลิน ซึ่งมีผลข้างเคียง ทำให้ท้องเสียได้

6. อาการแพ้ของระบบทางเดินอาหาร มักจะเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารบางชนิดได้ เช่น คนที่แพ้นมสด ก็จะท้องเสียทุกครั้งที่ทานนมสดเข้าไป เพราะร่างกายขาดสารที่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม

7. เกิดการอักเสบหรือมีอาการเรื้อรังบริเวณทางเดินอาหาร

ยาแก้ท้องเสีย
ยาแก้ท้องเสีย

ท้องเสีย ทำยังไงดี?

1. งดอาหารแข็ง อาหารย่อยยาก อาหารรสจัดทั้งหลาย รวมถึง ผัก ผลไม้ นม แนะนำให้กินเป็นอาหารเหลว เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำข้าวผสมเกลือร้อนๆ แต่ถ้ากินไม่ได้หรือไม่อยากกิน ก็ให้ชงกลูโคลินผสมน้ำและเกลือเล็กน้อย ถ้าหาไม่ได้ ก็อาจใช้น้ำตาลทรายผสมกับเกลือก็ได้ หรืออาจดื่มน้ำชา (น้ำชาแก่ๆ จะช่วยได้มาก) ด้วยก็ได้ ในเด็กๆ อาจงดนมและอาหาร ให้ดื่มน้ำชา สลับกับน้ำเกลือ ซึ่งอาจเตรียมเองได้ โดยผสมเกลือครึ่งช้อนชากับน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำต้มสุก 1 ลิตร แบ่งให้เด็กกินแทนนม

2. ควรดื่มน้ำสะอาดที่ต้มสุกแล้ว ถ้าดื่มอุ่นได้จะยิ่งดี ไม่ควรกินน้ำแข็ง เพราะจะทำให้มีอาการปวดท้องมากขึ้นได้

3. กินยาแก้ท้องเสีย หาก 1-2 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปหาหมอ ไม่ควรกินยาเองต่อ

4. อาการท้องเสีย ที่เกิดจากภาวะที่มีอารมณ์ตึงเครียด มีความวิตกกังวล นอกจากกินยาแก้ท้องเสียแล้ว อาจกินยาไดอาซีแพม (ชนิดเม็ดละ 2 มิลลิกรัมหรือ 5 มิลลิกรัม ก็ได้ แล้วแต่จะมีความวิตกกังวลมากหรือน้อย) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้าและก่อนนอนด้วย

ยาแก้ท้องเสีย

1. ทิงเจอร์ฝิ่นการบูร (ยาสามัญประจำบ้าน) ให้เจือในน้ำอุ่นก่อน ผู้ใหญ่ให้กิน 1-2 ช้อนชา ทุก 2-3 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ในผู้สูงอายุ ส่วนเด็กกินได้ 1/2 – 1 ช้อนชา ทุก 2-3 ชั่วโมง ไม่ควรใขช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ

2. ยาเม็ดโดเวอร์ ผู้ใหญ่ควรกิน 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง

3. โลโมติล สำหรับผู้ใหญ่ให้กินครั้งแรก 2-4 เม็ด ต่อไปครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง จนกว่าจะหยุดถ่าย ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้กับเด็ก

4. อิโมเดียม (แคปซูลสีเขียว) ผู้ใหญ่กินครั้งละ 1-2 แคปซูล ต่อไปกินครั้งละ 1 แคปซูล ทุก 4-6 ชั่วโมง จนกว่าจะหยุดถ่าย ส่วนเด็ก (อายุมากกว่า 5 ขวบ) ให้กินวันละ 1 แคปซูล

5. เกลือแร่ชนิดผงโออาร์เอส (Oral Rehydration Salt หรือ ORS) ช่วยทดแทนภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วได้

ยาแก้ท้องเสีย

อาการแบบไหนที่ควรส่งแพทย์

1. ท้องเสีย ถ่ายเหลวแบบทันที และรุนแรง อาเจียนแต่ไม่ปวดท้อง (แสดงว่าอาจจะเป็นโรคอหิวาต์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง)

2. ท้องเสียแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า ท้องเดิน กลืนน้ำลายไม่ได้ น้ำลายฟูมปาก หายใจไม่ออก หลังกินอาหารกระป๋อง ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากพิษคอสติเดียม ต้องรีบน้ำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หากช้าอาจมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง

3. ท้องเสียแล้วคลื่นไส้ หน้ามืด ตัวเย็น กระสับกระส่าย ปากแห้ง หมดแรง ไม่รู้สึกตัว ควรนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือ ในกรณีที่เป็นเด็ก สังเกตได้จากการที่เด็กเริ่มซึม ไม่ซน หากมีอาการขาดน้ำมากๆ กระหม่อมจะมีลักษณะบุ๋ม หมดแรง ผิวเหี่ยวย่น ไม่สามารถตื่นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : หมอชาวบ้าน

ขออนุญาตใช้เนื้อหา