วิธีห้ามเลือดกำเดา เลือดกำเดา เลือดกำเดาไหล

ข้อควรรู้!! วิธี ห้ามเลือดกำเดาไหล ที่ถูก ต้องทำแบบนี้

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ข้อควรรู้!! วิธี ห้ามเลือดกำเดาไหล ที่ถูก ต้องทำแบบนี้

สำหรับคนที่เลือดกำเดาไหลอยู่บ่อยๆ คงเกิดคำถามภายในใจว่า เอ๊ะ! แท้จริงแล้วทำไมเลือดกำเดาเราถึงไหลบ่อยได้ขนาดนี้ มันเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วจะมีวิธีห้ามเลือดที่ถูกต้องอย่างไร มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยจ้า…

ภาวะเลือดกำเดาไหล เกิดจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมุกฉีกขาด ทำให้เลือดไหลออกจากจมูกข้างเดียวหรือ ๒ ข้างก็ได้ ในเด็กและผู้ที่มีอายุน้อย มักออกจากส่วนหน้าของจมูก แต่ถ้าเลือดออกส่วนหลังของจมูก มักพบในผู้สุงอายุ

สาเหตุของเลือดกำเดาไหล มี 2 กลุ่ม

1. กลุ่มแรก เฉพาะที่บริเวณจมูก ซึ่งสาเหตุของเลือดกำเดาไหลที่พบได้บ่อยก็คือ การถู แคะ สั่งน้ำมูกแรงๆ ได้รับอุบัติเหตุบริเวณศีรษะและกระดูกบนใบหน้า การเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างรวดเร็ว อาทิ การขึ้นเครื่องบิน การอักเสบในช่องจมูก เช่น การเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ เนื้องอกบริเวณจมูก ไซนัสและโพรงหลังจมูก

ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีเลือดกำเดาไหลปริมาณมากๆ หรือเป็นซ้ำๆ การผิดรูปของผนังกั้นช่องจมูก รวมทั้งภาวะอากาศเย็น ความชื้นต่ำทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง ส่งผลให้เลือดไหลออกจากจมูกได้ง่ายขึ้น

2. กลุ่มที่สอง เกิดจากโรคอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ที่ทำให้ผนังของหลอดเลือดแข็ง เปราะ มักพบในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังพบในภาวะการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ เช่น โรคตับเเข็ง โรคเลือดต่างๆ

วิธีรักษา

1.บีบจมูก นั่งหลังตรง ก้มหน้าเล็กน้อย อ้าปากหายใจ ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำง่ายๆ บีบ ตรง ก้มหน้า อ้าปาก

2. การนั่งหลังตรงจะช่วยบังคับให้ปริมาณ และความแรงของเลือดลดลง เพราะศรีษะอยู่สูง

3.การก้มหน้า เพื่อป้องกันเลือดตกเข้าคอจะทำให้ระคายเคืองและสำลัก ควรกดอย่างน้อย 5 นาที เมื่อปล่อยแล้วยังไหลให้ทำใหม่ ถ้ายังไม่หยุดอีก ให้มาพบแพทย์ หากหยุดดีแล้วให้พยายามพักผ่อน หยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ก่อน ให้นอนหัวสูง ทำใจให้สบาย ฟัง เพลงผ่อนคลายเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลง ระวังการเบ่ง ไอ จาม การประคบเย็นอาจจะช่วยได้

4. ถ้าเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ควรไปพบแพทย์

5. หลังจากเลือดกำเดาหยุดไหลภายใน 1-2 วัน ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนบริเวณจมูก การยกของหนัก การเล่นกีฬาที่หักโหมหรือกลางแดด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้อีก

6. สำหรับผู้ป่วยที่กินยาแก้ปวด ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด เพราะยาเหล่านี้จะทำให้เลือดไหลง่ายกว่าปกติ

7. ควรกินอาหารที่มีวิตามินเคสูง ซึ่งพบได้ในผักใบเขียวทุกชนิด ผักกาดขาว แครอต น้ำมันตับปลา ตับ เนยแข็ง ไข่ขาว ถั่วหมัก จะช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น

ที่มา : หมอชาวบ้าน

ขออนุญาตใช้เนื้อหา