น้ำหนักขึ้น น้ำหนักเกิน ภาวะน้ำหนักเกิน ลดน้ำหนัก วิธีลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย อ้วน โรคอ้วน

ไม่อยากเป็นโรคอ้วนตามมาฟัง! 7 วิธีลดน้ำหนัก อย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / ไม่อยากเป็นโรคอ้วนตามมาฟัง! 7 วิธีลดน้ำหนัก อย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด

สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อคุณอยู่ใน ภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือ “อ้วน” นั่นก็คือ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเข่าอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด

คนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ๋ มักจะโทษว่ามันเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่ความเป็นจริงแล้วกรรมพันธุ์อาจมีส่วนบ้าง แต่การเลือกรับประทานอาหารอย่างไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย ก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน มีส่วนน้อยที่อาจเกิดจากการที่มีฮอร์โมนผิดปกติ รวมทั้งจากโรคภายในร่างกาย หรือการกินยากลุ่มสเตียรอยด์ (ซึ่งอาจพบได้ในยาจีน ยาลูกกลอน หรือยาชุดบางชนิด)

กรณีเป็นโรคอ้วน และมีโรคแทรกซ้อน แพทย์อาจให้ยาช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นยาที่สามารถควบคุมอาหารได้ดีขึ้น เพราะมันจะทำให้รู้สึกหิวน้อยลง หรือรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น หรือยาที่ลดการดูดซึมไขมันจากอาหาร หรือหากมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง อาจจะรักษาโดยการผ่าตัดให้กระเพาะอาหารเล็กลง ทำให้หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะสามารถกินอาหารได้เพียงเล็กน้อยในแต่ละมื้อ น้ำหนักจึงลดลงได้ มีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามหลังการผ่าตัดก็ยังต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารไปตลอดชีวิตเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ หรือข้าวประมาณ 1 ทัพพีต่อวัน โดยสามารถกินอาหารอื่นๆ ได้ตามต้องการที่เรียกกันย่อๆ ว่าอาหาร “โลว์คาร์บ” (Low carbohydrate diet) วิธีนี้พบว่าได้ผลดีในช่วงสั้น เพราะระยะแรกๆ น้ำหนักจะลดได้ดีกว่า การลดพลังงานทั่วไป แต่หลัง 6 เดือนไปแล้ว พบว่าอัตราการลดน้ำหนัก เท่าๆ กับการกินอาหารพลังงานต่ำทั่วไป และมีปัญหาแทรกซ้อนได้มากกว่า จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากจะลดน้ำหนักโดยวิธีนี้

ลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุด ต้องรู้จักควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย

สำหรับเทคนิคช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. กินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และเป็นเวลา ควรงดอาหารว่างระหว่างมื้อ ถ้าหิวให้ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน เช่น น้ำเปล่า น้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย (ไม่ต้องเติมน้ำตาล) จะลดความรู้สึกหิวลงได้

2. ห้ามอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจจะทำให้กินมากขึ้นในมื้อต่อไป

3. ปริมาณอาหารควรจัดให้สมดุลตลอดวัน ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืน

4. ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานไม่น้อยเลยทีเดียว คือ 1 กรัม ให้พลังงาน 7 แคลอรี่ และแอลกอฮอล์กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร แอลกอฮอล์ยังให้พลังงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย

5. ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในการดื่มเครื่องดื่ม โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน เนื่องจากน้ำตาลกระตุ้นให้เกิดการรับประทานมาก เช่นเดียวกับสารที่ให้รสหวาน

6. ไม่ควรรีบกินอาหาร ควรเคี้ยวช้าๆ การกินเร็วจะทำให้กินอาหารมากเกินอัตรา

7. ควรคำนึงอยู่เสมอว่า การกินทุกครั้งไม่ใช่เพราะความอยากอาหาร แต่กินเพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานและสารอาหารในการดำรงชีวิต อันก่อให้เกิดสุขภาพดี

ที่มา : อ.นพ.พรพจน์  เปรมโยธิน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา