เช็กด่วนๆ!! อุจจาระเป็นเลือด แบบนี้ คุณกำลังเป็นโรคอะไรอยู่หรือเปล่า?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / เช็กด่วนๆ!! อุจจาระเป็นเลือด แบบนี้ คุณกำลังเป็นโรคอะไรอยู่หรือเปล่า?
ท้องผูก สีอุจจาระบอกโรค อุจจาระ อุจจาระเป็นเลือด เลือดออกรหว่างอุจจาระ เลือดออกในลำไส้ใหญ่ โรคบิด โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ โรคริดสีดวงทวาร

นอกจากเราจะสามารถสังเกตความผิดปกติของร่างกายเราผ่านอาการต่างๆ แล้ว เรายังดูได้จากสีของอุจจาระ เมื่อเราขับถ่ายออกมาได้อีกด้วยนะ โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือดออกระหว่างอุจจาระนี่แหละ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันสามารถนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ได้เลยทีเดียว

(ท้องผูกเรื้อรัง ปัญหากวนใจที่รักษาให้หายได้ โดย นพ.อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์ >> คลิก)

เลือดปนกับอุจจาระออกมาเป็นสีแบบนี้ บอกอะไรได้บ้าง?

1. เลือดสีแดงสด 

1. ท้องผูก เนื่องจากอุจจาระเป็นก้อนใหญ่ ต้องออกแรงเบ่งมาก จึงจะถ่ายออกมาได้ ในขณะถ่ายจะรู้สึกเจ็บ หรือแสบบริเวณก้น หลังก้อนอุจจาระผ่านออกมาแล้วจะมีเลือดสีแดงสดเป็นสาย หรือเป็นเส้นติดออกมากับก้อนอุจจาระ หรือติดอยู่ที่ก้น เมื่อใช้กระดาษเช็ดกัน จะเห็นเลือดสีแดงสดที่กระดาษ อาการเลือดออกแบบนี้ มักเกิดจากก้อนอุจจาระที่ใหญ่และแข็งนั้นครูดกับผิวของทวารหนัก ทำให้เกิดเป็นแผลถลอก ส่งผลให้เจ็บหรือแสบ และมีเลือดออกเล็กน้อยเป็นเส้นหรือเป็นสายติดกับก้อนอุจจาระหรือติดอยู่ที่ทวารหนัก

2. โรคริดสีดวงทวารหนัก คนที่ท้องผูกบ่อยๆ มักจะเกิดโรคริดสีดวงทวารหนัก ทำให้เลือดสีแดงสดออกมาได้ง่ายและมากขึ้นเวลาที่ต้องขับถ่ายหนัก ทำให้เลือดสีแดงสด ออกมาพร้อมกับการถ่ายอุจจาระ หรือหลังการถ่ายอุจจาระ ซึ่งส่วนใหญ่จะหยดหรือไหลออกมาไม่มากนัก แล้วก็จะหยุดเองเมื่อถ่ายเสร็จ หรือหลังถ่ายอุจจาระเสร็จไม่นานนัก

3. เลือดออกจากลำไส้ใหญ่เป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้จะมีการถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสีแดง ปนกับเลือดสีแดงคล้ำ และมักจะมีลิ่มเลือดปนออกมาด้วย อาจจะมีหรือไม่มีอาการปวดท้อง และมักจะไม่มีอาการเจ็บปวดที่ทวารหนัก

2. เลือดสีแดงคล้ำ 

1. โรคริดสีดวงทวารหนัก ซึ่งส่วนใหญ่เลือดจะออกไม่มากและจะหยุดเองได้

2. เลือดออกในลำไส้ใหญ่ ถ้าเลือดออกมากจะมีเลือดสีแดงสดและลิ่มเลือดปนออกมาด้วย ในกรณีเช่นนี้ ต้องให้ผู้ป่วยนอนพัก งดน้ำและอาหาร แล้วรีบพาไปโรงพยาบาล ถ้าเลือดออกน้อยและหยุดเองให้รอดูอาการก่อนได้ ถ้าไม่เป็นอีกก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าเป็นอีกควรไปโรงพยาบาลเช่นเดียวกัน

3. เลือดสีดำ หรืออุจจาระเหลวเป็นสีดำเหมือนยางมะตอยเหลวๆ หรือเฉาก๊วยเหลวๆ

1. เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก มักมีอาการอาเจียนเป็นเลือดมาก่อน หรืออาจไม่มีอาการอาเจียนก็ได้ ถ้าอุจจาระเหลวเป็นสีดำเป็นจำนวนมาก ควรให้ผู้ป่วยนอนพัก งดน้ำและอาหาร ควรรีบพาไปโรงพยาบาล

2. เลือดออกในลำไส้ใหญ่ส่วนต้นๆ และออกไม่มากนัก ทำให้เลือดค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน จึงเปลี่ยนเป็นสีดำ ควรเก็บอุจจาระและพาผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาล

3. การกินอาหารที่มีเลือดสัตว์ผสมอยู่ เช่น กินอาหารที่มีเลือดหมู เลือดเป็ด เลือดไก่ หรือเสื้อสัตว์อื่นผสมอยู่จำนวนมาก จะทำให้อุจจาระเป็นสีดำได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ถ้าอุจจาระสีดำหลังจากการกินอาหารดังกล่าว ก็ไม่ต้องตกใจอะไร จะหายเองหลังจากเลิกกินอาหารเหล่านั้น

4. การกินยาบำรุงเลือด ก็จะทำให้อุจจาระเป็นสีเทาดำได้ แต่จะไม่ดำเหมือนเฉาก๊วย หรือยางมะตอย สีจะออกไปทางสีเทาดำมากกว่า ถ้ากินยาบำรุงเลือดแล้วอุจจาระเป็นสีดำ ก็ไม่ต้องตกใจ ถ้าจะให้แน่ใจก็ควรหยุดยาดู ถ้าหยุดยาแล้ว อาการอุจจาระดำหายไป ก็แสดงว่าอุจจาระดำเพราะยานั่นเอง ให้กินยาต่อไปถ้ายังซีดอยู่

5. การกลืนเลือดที่ออกในจมูก (เลือดกำเดา) หรือเลือดที่ออกในหลอดลม (ไอเป็นเลือด) หรือออกในปาก (แผลในปาก) ลงไป ก็จะทำให้อุจจาระดำได้เช่นเดียวกัน ให้รักษาอาการเลือดออกในจมูก ในหลอดลม หรือในปาก อาการอุจจาระดำก็จะหายไปได้

หมายเหตุ : อุจจาระเป็นสีดำที่เป็นก้อนแข็ง มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น แต่เกิดจากการที่อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีดำ เมื่อกินยาระบายหรือเปลี่ยนอุปนิสัยให้หายจากอาการท้องผูก อุจจาระก็จะกลับมีสีเป็นปกติดังเดิม

4. เลือดปนมูก หรืออุจจาระเป็นมูกเลือด

1. โรคบิด คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในลำไส้ใหญ่ ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล จึงอุจจาระเหลว และเป็นมูกเลือด เกิดได้ในคนทุกวัย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก…

  • เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะแยกจากเชื้อแบคทีเรีย จึงอาจเรียกว่า “โรคบิดไม่มีตัว” มักมีอาการปวดบิดในท้องมาก มักมีไข้ อุจจาระเหลว ถ่ายกะปริดกะปรอย และไม่มีกลิ่นเน่าเหม็น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และมักจะไม่เป็นเรื้อรังเกินกว่า 1 สัปดาห์
  • เชื้อพยาธิ ซึ่งมองเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์เป็นตัวพยาธิเคลื่อนไหวได้ หรือเป็นไข้พยาธิในอุจจาระสดๆ จึงอาจเรียกว่า “โรคบิดมีตัว” มักไม่ค่อยมีอาการปวดท้อง หรือปวดท้องก็ไม่รุนแรง ถ้ามีไข้ ไข้ก็มักจะไม่สูง อุจจาระบางครั้งก็ไม่เหลวแต่มีมูกเลือดปน และมีกลิ่นเหม็นเน่า ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื้อรัง อาจเรื้อรังเป็นเดือนหรือเป็นปีได้

2. โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะส่วนใกล้ทวารหนัก มะเร็งทำให้เกิดแผล จึงเกิดมูกเลือดในอุจจาระได้ โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่มักเป็นกับคนที่อายุมากกว่า 40 ปี มีอาการอุจจาระเป็นมูกเลือดเรื้อรัง ไม่มีไข้ มักไม่ปวดท้องโดยเฉพาะอาการปวดบิด ซึ่งผิดกับโรคบิด คนสูงอายุที่อุจจาระเป็นมูกเลือดเป็นๆ หายๆ เกินกว่า 2 สัปดาห์ ควรจะไปตรวจที่โรงพยาบาล

3. โรคลำไส้ขาดเลือด หรือลำไส้อักเสบจากกรณีอื่นๆ มักมีอาการอื่นๆ ด้วย และอาการมักจะรุนแรง ดังนั้น ถ้าอุจจาระเป็นมูกเลือด และมีอาการมาก ควรจะไปโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม

ที่มา : หมอชาวบ้าน

ขออนุญาตใช้เนื้อหา