เสี่ยงอาหารเป็นพิษ!! ฟองน้ำล้างจาน แหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่ต้องระวัง

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / เสี่ยงอาหารเป็นพิษ!! ฟองน้ำล้างจาน แหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่ต้องระวัง
ท้องเสีย ฟองน้ำ ฟองน้ำล้างจาน ล้างจาน อาหารเป็นพิษ เชื้อโรค แบคทีเรีย โรคอุจจาระร่วง

ฟองน้ำล้างจาน หรือแก้ว เป็นสิ่งที่ต้องมีติดไว้ทุกบ้านอยู่แล้ว เพราะมันเป็นสิ่งที่ใช้ทำความสะอาด จาน ชาม รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ แต่คุณรู้ไหมคะว่า ฟองน้ำล้างจานก็สามารถกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย จนทำให้เรากลายเป็นโรคอาหารเป็นพิษ หรือโรคอุจจาระร่วงได้เหมือนกัน

นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ทุกครัวเรือนจะมีการใช้ฟองน้ำสำหรับล้างจานเป็นประจำ เพื่อทำความสะอาดล้างคราบสกปรกของจาน ชาม และอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ ที่ใช้งานเสร็จแล้ว และถ้าหากใช้ฟองน้ำแล้วไม่ล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ให้หมดไป ฟองน้ำนั้นก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของ เชื้อจุลินทรีย์ หรือแบคทีเรียก่อโรค เช่น เชื้อซัลโมเนลล่า ที่ติดมากับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เป็นต้น อันเป็นสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วงได้

เพราะฉะนั้นหลังการใช้งานทุกครั้ง ควรนำฟองน้ำล้างจาน หรือแผ่นใยขัดมาล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และนำไปตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือใช้น้ำส้มสายชู 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่าครึ่งลิตร แล้วนำฟองน้ำหรือแผ่นใยขัดแช่ไว้ 1 คืน และต้องเปลี่ยนน้ำส้มสายชูทุกวัน นอกจานี้คุณอาจใช้ผลิตภัณฑ์ล้างจานที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งแบคทีเรียล้างทำความสะอาดฟองน้ำได้เช่นกัน สิ่งสำคัญ คือควรแยกฟองน้ำที่จะใช้ล้างภาชนะให้เหมาะกับแต่ละประเภท เช่น จาน ชาม กระทะ แก้วน้ำ

ส่วนจาน ชาม หรือภาชนะต่างๆ ที่ใช้งานเสร็จแล้ว ควรรีบทำความสะอาดทันที เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค โดยก่อนล้าง ควรกวาดเศษอาหารทิ้งให้หมดเสียก่อน แล้วล้างภาชนะด้วยน้ำผสมน้ำยาล้างจน เพื่อขจัดคราบไขมัน เศษอาหาร รวมถึงสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่ สุดท้ายก็ล้างด้วยน้ำเปล่าอีกสัก 2 ครั้ง แล้วคว่ำ หรือผึ่งให้ที่ที่มีแสงแดดส่องถึง เพื่อฆ่าเชื้อโรค ไม่ควรเช็ดด้วยผ้า เพราะอาจทำให้ภาชนะปนเปื้อนสิ่งสกปรกจากผ้าได้

เรื่องความสะอาดเป็นสิ่งที่เราต้องดูแลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาชนะที่ใช้ใส่ หรือประกอบอาหาร เพราะถ้าหากเราปล่อยปละละเลย ร่างกายของเราก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้คุณล้มป่วยได้ในที่สุดนั่นเอง

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา