มาหาคำตอบ โรคกรดไหลย้อน หากปล่อยไว้จะกลายเป็นมะเร็งได้จริงหรือ?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / มาหาคำตอบ โรคกรดไหลย้อน หากปล่อยไว้จะกลายเป็นมะเร็งได้จริงหรือ?
กรดไหลย้อน กระเพาะอาหาร ทานอาหาร มะเร็ง เรอเปรี้ยว แสบคอ โรคกรดไหลย้อน ไอเรื้อรัง

อย่างที่เราทราบกันดีว่า โรคกรดไหลย้อน นั้น เป็นโรคสุดทรมานที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเป็น ก็เพราะเวลาที่กรดมันไหลย้อนจากกระเพาะขึ้นมาสู่หลอดอาหารแล้วเนี่ย มันทั้งรู้สึกร้อน และรู้สึกแสบตั้งแต่บริเวณหน้าอกลามขึ้นไปยันคอเลย แต่ก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยก็คือ เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อนแล้ว หากปล่อยไว้มันจะกลายเป็นโรคมะเร็งได้จริงหรือ? ลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไหลย้อนเลยก็คือ พฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น ทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานแต่ของเปรี้ยว เผ็ด ดื่มกาแฟ ชา น้ำอัดลม สูบบุหรี่ รวมไปถึงการนอนทันทีที่ทานอาหารเสร็จ โดยที่ไม่รอให้อาหารได้ทำการย่อยเสียก่อน

โรคกรดไหลย้อนปล่อยไว้เป็นมะเร็งได้จริงหรือ ?

เมื่อเราเป็นกรดไหลย้อน จะทำให้เกิดการอักเสบบริเวณหลอดอาหารและกล่องเสียง หากปล่อยให้อักเสบเรื้อรังไปนานๆ ก็จะทำให้เซลล์บริเวณเยื้อบุผิวมีการเปลี่ยนแปลง และกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด แต่ก็ยังถือว่ามีโอกาสไม่มาก เพียง 1-6% เท่านั้น

โรคกรดไหลย้อน

การรักษาอันดับแรกเลยก็คือ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารเสียใหม่ ทานอาหารให้เป็นเวลา ควบคุมหรือหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกของเปรี้ยว เผ็ด ดื่มกาแฟ ชา น้ำอัดลม ของมัน ของทอด และอีกสิ่งหนึ่งคือ ห้ามนอนทันทีที่ทานอาหารเสร็จ ควรนั่งพักหรือเว้นระยะเวลาไปอย่างกน้อยสัก 3 ชั่วโมงเสียก่อน เพื่อปล่อยให้อาหารได้เคลื่อนตัวไปยังกระเพาะให้เรียบร้อย

แต่สำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนและกลายเป็นมะเร็งไปแล้ว (ส่วนใหญ่เกิดที่หลอดอาหาร) นอกจากควบคุมพฤติกรรมการทานอาหารแล้ว ก็จะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่หากเป็นมะเร็งระยะหลังๆ อาจจะต้องใช้วิธีการฉายแสงและใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย

วิธีสังเกตว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ ให้ดูว่าเรามีอาการแสบคอเจ็บคอเรื้อรัง เรอเปรี้ยวเรื้อรัง แสบร้อนบริเวณหน้าอก ไอเรื้อรัง หรือมีอาการเหล่านี้มากขึ้นหลังจากเราทานอาหารไปแล้วหรือไม่ หากมีให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไปจะดีกว่านะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อ.พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา