9 ผลไม้เพิ่มน้ำหนัก ที่ต้องหยุดกิน ถ้ายังไม่อยากอ้วน!!

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / 9 ผลไม้เพิ่มน้ำหนัก ที่ต้องหยุดกิน ถ้ายังไม่อยากอ้วน!!

ผลไม้ เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่หลายคนให้ความสนใจ และเลือกทานกันเป็นจำนวนมากในยุคที่คนรักสุขภาพแบบนี้ ซึ่งผลไม้แทบจะทุกชนิดนั้นล้วนอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย แต่ผลไม้บางอย่างก็ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วนสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณยังทานผลไม้พวกนี้อยู่ล่ะก็ น้ำหนักคุณก็ไม่มีวันลดได้แน่ๆ

การอดอาหารแล้วหันมาบริโภคแต่ผลไม้นับเป็นทางเลือกที่ดี แต่ใครจะรู้ล่ะว่า “ผลไม้” ที่ทั้งอร่อยและได้ประโยชน์ก็สามารถสร้างความปวดใจให้กับน้ำหนักตัวของเราได้ และใช่ว่าจะได้ผล 100% เพราะผลไม้บางชนิดนอกจากจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องแล้ว ยังสามารถทำให้น้ำหนักตัวของเรามากขึ้น เนื่องจากน้ำตาลในผลไม้นั้นค่อนข้างมาก โดยความหวานที่ว่านี้ จะให้พลังงานแก่ร่างกาย ยิ่งไม่รับประทานข้าว ซึ่งเป็นโปรตีนและผักที่เป็นไฟเบอร์เลย ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลในผลไม้เหล่านี้ให้เป็นไขมันสะสม และนั่นจะก่อให้เกิดโรคอ้วนลงพุง ดังนั้นก่อนจะลดน้ำหนักด้วยผลไม้จึงควรศึกษาให้ละเอียด

9 ผลไม้ที่ทำให้อ้วน

สำหรับผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลมากก็สังเกตได้ไม่ยาก พวกสีเหลืองๆ รสหวานจัดๆ

1. ทุเรียน

ผลไม้

2. กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม

ผลไม้

3. ขนุน

 ผลไม้

4. มะม่วงสุก

ผลไม้

5. เงาะ

ผลไม้

6. ลำไย

ผลไม้

7. ลองกอง

ผลไม้

8. ลางสาด

ผลไม้

9. ละมุด

ผลไม้

เกร็ดความรู้  น้ำผลไม้คั้น แม้จะไม่ใส่น้ำตาล แต่แท้จริงแล้วก็มีน้ำตาลธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งถ้าดื่มแล้วไม่ออกกำลังเผาผลาญทิ้งไป ก็อาจทำให้อ้วนมากกว่าการดื่มนมจืดขาดมันเนยเสียอีก  การที่เราเลือกรับประทานผลไม้จืดหรือเปรี้ยวแทนอาหาร 1 มื้อ เช่น กล้วย ฝรั่ง แอปเปิ้ล แก้วมังกร หรือสับปะรด นับเป็นวิธีการที่ผิดอย่างร้ายแรง การรับประทานมะม่วงสุก 3 ลูก จะเทียบเท่ากับการให้พลังงานประมาณข้าวขาหมู 1 จาน หรือถ้าเปลี่ยนจากข้าวมาเป็นผลไม้อย่าง ฝรั่ง หรือมะม่วง ก็เท่ากับรับประทานแป้งเหมือนเดิม แต่มีน้ำตาลมากกว่า  ปริมาณน้ำตาลที่นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานต่อวัน คือ ไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาสำหรับเด็ก และ 6 ช้อนชาสำหรับผู้ใหญ่ หากเราดื่มน้ำผัก-ผลไม้รวมพร้อมดื่ม 1 แก้ว หรือประมาณ 200 มิลลิลิตร เราจะได้น้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อรวมกับอาหารทั้งวันที่รับประทาน

ที่มา : medicthai

ขออนุญาตใช้เนื้อหา