รู้ยัง! การฝึกหายใจ ลดความเครียดได้ แถมใจเย็นขึ้นด้วยนะ

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / รู้ยัง! การฝึกหายใจ ลดความเครียดได้ แถมใจเย็นขึ้นด้วยนะ
กล้ามเนื้อเกร็ง การฝึกหายใจ กินไม่ได้ คลื่นไส้ ความกดดัน ความกังวล ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ลดความเครียด สมองมีนงง หัวใจเต้นแรง หายใจถี่ เหงื่อออก ไม่มีสมาธิ

ทุกวันนี้เราอยู่ในช่วงที่มีหลายเรื่องให้ต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเครียด ความกดดัน หรือความกังวล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะคนวัยทำงาน ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและแข่งขันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ง่ายต่อการขจัด หรือ ลดความเครียด ออกไปนั่นก็คือ การฝึกหายใจ เพราะการฝึกหายใจนั้นจะทำให้เราใจเย็นขึ้น อารมณ์นิ่งขึ้น เมื่อมีสมาธิแล้วก็จะทำให้เราตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สภาพการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสังคม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลให้ประชาชนเผชิญกับอารมณ์ความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความคับข้องใจ กดดัน บีบคั้น อาการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวของแต่ละคน หากมีความเครียดในระดับไม่มากนัก จะเป็นผลดีโดยเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดมุมานะ เอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ

แต่หากมีในระดับสูงเป็นเวลานาน จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ มีผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายทำงานมากขึ้น ทำให้ผู้ที่เครียดมีอาการหัวใจเต้นแรง ความดันโลหิตสูงขึ้น กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง หายใจถี่ขึ้น เหงื่อออก สมองมีนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ไม่มีสมาธิ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ความเครียดจึงถือเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้พ้นจากความเครียด อาจนำมาสู่การตัดสินใจแก้ไขปัญหาผิดพลาดได้ เช่นจี้ ปล้น ทำร้ายร่างกาย ฆ่าตัวตาย เป็นต้น

การจัดการความเครียดมีหลายวิธี แต่ที่ใกล้ตัวที่สุดที่ประชาชนทุกวัยสามารถนำมาใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดอาการคือ การฝึกการหายใจเพื่อคลายเครียด หายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง โดยหายใจเข้าลึกๆพร้อมนับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ จะรู้สึกว่าท้องพองออก จากนั้นจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 ไล่ลมหายใจออกมาให้หมด สังเกตุหน้าท้องจะแฟบ ขณะทำจะรู้สึกว่าได้ผลักดันความเครียดออกมาด้วยจนหมด

ในภาวะปกติทั่วไป คนเราจะหายใจเข้า-ออกวันละประมาณ 16,000 – 23,000  ครั้ง แต่ละครั้งจะสูดก๊าซออกชิเจนซึ่งเป็นก๊าซชนิดดี นำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกายประมาณ 250 มิลลิลิตร และคายก๊าซเสียคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกประมาณ 200 มิลลิลิตร ก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้อยู่ในสภาวะสมดุลย์ เราจะรู้สึกเป็นปกติ แต่เมื่อเกิดความเครียด เราจะหายใจถี่และตื้นขึ้นกว่าเดิม ทำให้ได้ก๊าซออกซิเจนน้อยกว่าเดิม  ดังนั้นเมื่อเราฝึกการหายใจให้ลึกและช้าขึ้น จึงทำให้ร่างกายได้รับก๊าซออกซิเจนมากขึ้น มีผลให้อัตราการเต้นหัวใจ และอัตราการหายใจลดลง ความดันโลหิตลดลง คลี่คลายความกังวลลง มีสมาธิ ใจเย็นขึ้น สมองแจ่มใส ความจำดีขึ้น คิดอ่านแก้ปัญหาได้ดีขี้นตามไปด้วย

การฝึกการหายใจคลายเครียด ควรทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้งและควรฝึกทุกครั้งที่เครียด หรือเมื่อรู้สึกโกรธ รู้สึกไม่สบายใจ หรือทุกครั้งที่นึกได้ แต่ละวันควรฝึกหายใจให้ถูกวิธีประมาณ 40 ครั้ง  แต่ไม่จำเป็นต้องทำคราวเดียว นอกจากนี้ประชาชนควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที  สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 วัน จะทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาก จะรู้สึกสบาย นอนหลับดีขึ้น

อย่างไรก็ตามหากฝึกหายใจแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น สามารถใช้บริการที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือปรึกษาสายด่วนของกรมสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หากปล่อยความเครียดสะสมในจิตใจขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็นภัยเงียบก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาทั้งโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เกิดอาการทางจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า และส่งผลต่อพฤติกรรมเช่น โมโหง่าย โกรธง่าย จู้จี้ขี้บ่น ความอดทนต่ำ เสี่ยงเกิดปัญหาทะเลาะวิวาท ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ที่ทำงานและสังคมด้วย

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา