จะทราบได้อย่างไร ว่าเรากำลังเป็น โรคหัวใจเต้นผิดปกติ อยู่หรือไม่?

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / จะทราบได้อย่างไร ว่าเรากำลังเป็น โรคหัวใจเต้นผิดปกติ อยู่หรือไม่?

หัวใจเต้นปกติเป็นอย่างไร

หัวใจปกติจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเร็วที่เปลี่ยนไปตามกิจกรรมของร่างกาย โดยในขณะพักหัวใจจะเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที ในขณะเดินหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นประมาณ 100-120 ครั้งต่อนาทีและมากกว่า 120 ครั้งต่อนาทีในขณะวิ่ง อย่างไรก็ตามนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำ อาจมีชีพจรในขณะพักระหว่าง 50-60 ครั้งต่อนาที

หัวใจเต้นผิดปกติจะมีความผิดปกติในสองลักษณะ

ผิดปกติในอัตราการเต้นของหัวใจ คือเต้นช้าหรือเร็วมากเกินไปไม่เหมาะกับกิจกรรมของร่างกายในขณะนั้น

ผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ คือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความผิดปกติทั้งอัตราการเต้นและจังหวะการ เต้นก็ได้ เช่น เต้นๆหยุดๆและเต้นเร็ว ในบางรายอาจมีเต้นช้าสลับกับเต้นเร็วก็ได้

หัวใจเต้นผิดปกติมีกี่ชนิด
หัวใจเต้นผิดปกติมีไม่ต่ำกว่า 10 ชนิดแต่ละชนิดจะมีกลไกการเกิด สาเหตุ อาการ การพยากรณ์โรคและวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งหัวใจเต้นผิดปกติเป็นสองแบบคือ

– หัวใจเต้นช้าเกินไป (Bradyarrhythmia)คือเต้นช้าน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที

– หัวใจเต้นเร็วเกินไป (Tachyarrhythmia)คือเต้นเร็วมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที

หัวใจเต้นผิดปกติมีอาการได้หลายอย่างตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ใจสั่น เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลม หมดสติ รุนแรงที่สุดอาจเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ผู้ป่วยทีมีหัวใจเต้นช้าผิดปกติ จะมีอาการที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองและร่างกายไม่เพียงพอ ถ้าเลี้ยงสมองไม่เพียงพอจะมีอาการมึนงง ถ้าหัวใจเต้นช้ามากจะหน้ามืดหรือหมดสติได้ ถ้าเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอก็จะมีอาการเหนื่อยเวลาออกแรงถ้าเป็นมากอาจมีอาการเหนื่อยแม้ในขณะพักและอาจทำให้เกิดหัวใจล้มเหลวได้ ในรายที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติจะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วและแรง เหนื่อย โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่ก่อนอาจเกิดหัวใจล้มเหลวได้ ในกรณีที่หัวใจเต้นเร็วมากอาจหมดสติหรือเสียชีวิตเฉียบพลันได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอมักจะมีอาการหัวใจกระตุกแรงๆ จุกที่หน้าอกหรือคอ ใจหายเป็นช่วงๆ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดปกติบางรายอาจไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ ซึ่งจะทราบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือมาพบแพทย์ ด้วยโรคอื่นๆ

สาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติพอแบ่งเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ คือ

  • เป็นความผิดปกติภายนอกร่างกายและนอกหัวใจ เช่น การรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่นการดื่ม กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากๆติดต่อกันนานๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเต้น เร็วเกินไป

การทานยาที่อาจมีผลต่อการเต้นของหัวใจเช่นยาลดความดันบางอย่างนอกจากจะลดความดันแล้วยังลดการเต้นของหัวใจให้ช้าลงด้วย กรณีนี้สาเหตุอยู่นอกหัวใจและนอกร่างกาย วิธีการรักษาจึงมุ่งไปที่การลดหรือหยุดการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหรือยาดัง กล่าว หัวใจก็จะกลับมาเต้นเป็นปกติ

  • เป็นความผิดปกติของร่างกายระบบอื่นๆนอกหัวใจแต่มีผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ เช่นผู้ป่วยที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์มากเกินไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและผิดจังหวะได้ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเช่นปอดอักเสบ ท้องร่วงอาจมีผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ในกรณีให้มุ่ง รักษาโรคที่เป็นสาเหตุกระตุ้น หัวใจก็จะกลับมาเต้นเป็นปกติได้
  • เป็นความผิดปกติของโรคหัวใจชนิดต่างๆแล้วมีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่นหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจล้มเหลวลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ในกรณีนี้ต้องรักษาโรคหัวใจร่วมไปกับการรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ
  • เป็นความผิดปกติที่ระบบไฟฟ้าของหัวใจเองโดยไม่มีความผิดปกติของหัวใจชนิดอื่นๆร่วมด้วย เช่นโรคไฟฟ้าลัดวงจรชนิด Wolff Parkinson White (WPW) syndrome บางชนิดเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติขั้นรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิต เฉียบพลันได้เช่น โรคใหลตาย (Brugada Syndrome) long QT syndromeกรณีนี้การรักษามุ่งแก้ไขความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ โดยตรง

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดปกติเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากอยู่บ้าง เนื่องจากหัวใจเต้นผิดปกติมีหลายชนิด ผู้ป่วยมีอาการหลากหลายแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้หัวใจเต้นผิดปกติที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาสั้นยาวแตกต่างกัน บางชนิดเป็นแค่เสี้ยววินาที บางที่เป็นหลายๆนาทีหรือหลายชั่วโมง มักจะเกิดโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าหรือมีเหตุกระตุ้นชัดเจน การวินิจฉัยที่ถูกต้องจำเป็นต้องได้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ขณะที่มีอาการเท่านั้นถึงจะวินิจฉัยได้ถูกต้อง
มีวิธีการตรวจอะไรบ้างเพื่อให้ได้คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่มีอาการ
มีเครื่องมือตรวจการเต้นของหัวใจหลายชนิดที่ช่วยในการวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดปกติ

คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( Electrocardiography, EKG) เป็นการตรวจมาตรฐานของการตรวจการเต้นของหัวใจเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการนานพอที่จะมาถึงโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจต่อเนื่อง 24-48 ชั่วโมง (Holter monitoring) ผู้ป่วยต้องติดเครื่องบันทึกติดตัวตลอดเวลา 24-48 ชั่วโมงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการทุกวันหรือเกือบทุกวัน แต่อาการเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ ไม่นานพอที่จะมาตรวจที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการบันทึกต่อเนื่องเป็นเวลานาน เครื่องจะสามารถตรวจพบความผิดปกติของการเต้นของหัวใจได้แม้ผู้ป่วยไม่มีอาการ

เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจชนิดพกพา (Event recorder/ Loop recorder) เหมาะกับผู้ป่วยที่อาการไม่บ่อย อาจจะเดือนละ 1-2 ครั้ง และอาการไม่นานพอที่จะไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล อุปกรณ์มีลักษณะคล้ายโทรศัพท์มือถือ พกพาไปในที่ต่างๆ เมื่อมีอาการจึงนำเครื่องมาทาบที่หน้าอก กดปุ๋มบันทึก ก็จะได้คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่มีอาการ แต่ไม่ได้รายละเอียดเท่าการตรวจด้วยเครื่อง EKG มาตรฐานหรือ Holtermonitoring เนื่องจากมีหน่วยความจำจำกัด แต่ก็มากพอที่จะให้การวินิจฉัยได้ผู้ป่วยที่เป็นลมหมดสติเวลาเกิดหัวใจเต้นผิดปกติจะใช้วิธีนี้ไม่ได้

เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง (Implantable loop recorder, ILR) เครื่องจะมีลักษณะคล้ายหน่วยความจำชนิดพกพาที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ (USB flash drive) แพทย์จะฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกด้านซ้าย เครื่องจะบันทึกการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีหน่วยความจำจำกัด เครื่องจะเก็บคลื่นไฟฟ้าหัวใจเฉพาะช่วงเวลาที่หัวใจเต้นผิดปกติตามที่ได้โปรแกรมไว้ก่อนหรือเมื่อผู้ป่วยต้องการ เท่านั้น เครื่องมีอายุแบตเตอรี 2-3 ปี เครื่องนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการนานๆครั้งแต่อาการรุนแรงเช่นผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติที่ไม่ทราบสาเหตุ

การตรวจการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจด้วยสายสวนหัวใจ ( Cardiac Electrophhysiology, EP study) วิธีนี้ต้องมีการสอดใส่สายสวนไปที่หัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำที่ขา แพทย์สามารถตรวจการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจและกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติขึ้นได้ โดยทั่วไปเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูแต่เนื่องจากเป็นการตรวจที่มีราคาแพง จึงใช้วิธีนี้ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจหาความผิดปกติด้วยวิธีอื่นๆดังที่ได้กล่าว มาแล้วข้างต้น

ที่มาบทความสุขภาพจาก โรงพยาบาลรามคำแหง

ขออนุญาตใช้เนื้อหา