6 กฎเหล็ก หากอยาก ลดน้ำหนัก ให้ได้ผลชัวร์ๆ

หน้าแรก / วิธีดูแลสุขภาพ / 6 กฎเหล็ก หากอยาก ลดน้ำหนัก ให้ได้ผลชัวร์ๆ

หลายคนประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักและไขมันส่วนเกินของร่างกาย ซึ่งอาจกำลังวางแผน ลดน้ำหนัก ด้วยการพยายามคุมอาหาร แต่ยังสับสนปนไม่แน่ใจว่า…จะบาลานซ์การควบคุมอาหารแบบไหนให้พอเหมาะ พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพราะถ้าควบคุมอาหารมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ หรือถ้าน้อยเกินไปอาจจกลายเป็นว่าน้ำหนักลดช้าหรืออาจไม่ลดเลยหรือเปล่า เราจะมาแนะนำกฏของการ ลดน้ำหนัก ทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การควบคุมอาหารและลดน้ำหนักของคุณประสบความสำเร็จตรงตามความต้องการ

1. รู้ปริมาณอาหารที่พอเหมาะ

ปัญหาหลักของการควบคุมปริมาณอาหารนั้น เราส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายคือแค่ไหน? ครั้นจะให้พกเครื่องชั่งน้ำหนักติดตัวไปชั่งก่อนกินอาหารทุกมื้อก็ดูชีวิตจะยุ่งยากเกินไป

เราขอเสนอทริคง่ายๆ ของการกะปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายด้วย “มือ” …ใช่แล้วล่ะ! มือเนี้ยละอ่านไม่ผิดหรอก…มือสองข้างของเรานี้เอง ที่จะเป็นตัวช่วยในการจัดการเรื่องปริมาณอาหารที่เหมาะสม

วิธีการก็ไม่ยุ่งยากเลย
– ฝ่ามือ = หนึ่งส่วนของเนื้อแดง, เนื้อปลา และสัตว์ปีก
– กำปั้น = หนึ่งส่วนของข้าว, พาสต้า, ผลไม้ และผัก
– หนึ่งกำมือ = ลูกเกด ถั่ว สำหรับกินเป็นของว่าง
– สองกำมือ = ซุป สลัด หรือซีเรียล
– นิ้วหัวแม่มือ = เนยถั่วขนาด 1 เสิร์ฟ, ชีส 1 แผ่น, เนย, น้ำมัน หรือน้ำตาล

2. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
การชั่งน้ำหนักสำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินค่อนข้างจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่อยากเห็นตัวเลขที่ขึ้นเอาๆ แล้วพาลจะทำให้ปวดใจจิตตกเปล่าๆ

แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น เราจะต้องคอยติดตามความคืบหน้าของการลดน้ำหนักผ่านการชั่งน้ำหนักและจดบันทึกว่าเริ่มต้นวันไหน ออกกำลังกายอย่างไร ขนาดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่าไร เพื่อที่จะสามารถติดตามผลได้ ว่าการคุมอาหารและการออกกำลังกายนั้นได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่จะได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้การลดน้ำหนักสำเร็จต่อไป

3. ห้ามอดอาหารโดยเด็ดขาด
สำหรับสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อต้องการจะลดน้ำหนักนั้นคือการพยายามอดอาหารให้ได้มากที่สุดนั้นเอง หรือในบางรายอาจถึงขั้นใช้ยาลดความอ้วนกันเลยทีเดียว แต่อยากจะบอกข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างไว้ก่อนว่า การอดอาหารและการใช้ยาลดน้ำหนักนั้น ในระยะยาวไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเลย และในท้ายที่สุดคุณก็จะกลับมาอ้วนแบบโย่โย่อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพราะการอดอาหารจะทำให้ร่างกายของคุณเริ่มเข้าสู่ระบบเก็บสะสมไขมัน ซึ่งร่างกายเรียนรู้ว่าต้องกักตุนพลังงานสำรองไว้ใช้ก่อน เนื่องจากภาวะร่างกายได้พลังงานน้อยกว่าปกตินั้นเอง แล้วทีนี้จะทำให้ร่างกายเบิร์นไขมันออกยากกว่าปกติ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาะวะระบบเผาผลาญเสียหายอีกด้วย

weightLoss1

4. ต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ
การพักผ่อนที่น้อยเกินไป และอดนอนจะทำให้ร่างกายปรับเปลี่ยนระดับฮอร์โมน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความหิวอาหาร เป็นสาเหตุให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปกติ

การนอนนั้นมีความสำคัญมากพอๆ กับการออกกำลังกายเลยทีเดียว การทำงานของสองระบบนี้ต้องทำงานอย่างสมดุลและประสานกัน ดังนั้นอย่าอดหลับอดนอนเชียวนะ อย่างน้อยควรพักผ่อนหลับอย่างต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงขึ้นไป

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก
ต่อเนื่องมาจากการอดนอนและพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลถึงความอยากอาหารที่มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการหิวขึ้นมาช่วงดึก และถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มากเกินไปในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายไม่ค่อยได้ใช้พลังงานในการทำกิจกรรมอะไรมากมายนัก จะทำให้อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นสะสมในรูปแบบของไขมันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะโรคอ้วนในอนาคตได้

weightLoss2

6. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมัน ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันไป ซึ่งหลักๆ คือ กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานในการคงอยู่ตลอดเวลา แต่ไขมันจะเป็นรูปแบบของพลังงานสำรอง ซึ่งมีไว้ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายใช้พลังงานแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าหากเราต้องการให้ระบบเผาผลาญในร่างกายเรามากขึ้น จะต้องสร้างกล้ามเนื้อทดแทนไขมันที่สะสมไว้ ซึ่งการที่จะสร้างกล้ามเนื้อได้นั้นต้องมาจากการออกกำลังกายเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรออกกำลังกายด้วย Weight Training เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ควบคู่กับการ Fat Burn เพื่อลดไขมันเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์และควบคุมการประทานอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ดีขึ้นและช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ห่างไกลโรคต่างๆ อีกด้วย

เห็นไหมว่า การลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องยากเลย ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่คุณจำกฎทั้ง 6 ข้อนี้ไว้ และจะเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคุณก็ได้ ซึ่งหากคุณทำได้อย่างต่อเนื่อง เรารับรองว่าคุณจะสามารถควบคุมน้ำหนักและได้รูปร่างที่ดีอย่างที่คุณต้องการแน่นอน

 

 

ที่มาบทความจาก http://www.emaginfo.com 

ด้รับอนุญาตให้เผยแพร่บน http://health.mthai.com/

ขออนุญาตใช้เนื้อหา