ลดน้ำหนัก กำจัด พุงย้อยๆ ด้วยสูตรนี้สิ รับรองได้ผลชัวร์!!

หน้าแรก / วิธีรักษาสุขภาพ / ลดน้ำหนัก กำจัด พุงย้อยๆ ด้วยสูตรนี้สิ รับรองได้ผลชัวร์!!
กำจัดพุงทำยังไง ลดความอ้วน ลดน้ำหนัก วิธีดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย อารมณ์ อาหาร อ้วนลงพุง

เคยไหม? เวลาที่อาบน้ำแล้วเดินออกมาส่องกระจกทีไร ก็นึกรำคาญใจกับพุงย้อยๆ ของเราทุกที ก็นอกจากที่มันจะทำให้หุ่นเฟิร์มๆ ของเราพังแล้ว บางทีเราอาจจะได้โรคภัยไข้เจ็บมาเป็นของแถมอีกด้วยนะ วันนี้เราเลยมีสูตร 3 อ. เทคนิค ลดน้ำหนัก กำจัดพุงดีๆ มาฝาก

5 ท่าออกกำลังกาย ทำง่ายๆ by ปีใหม่ สุมนต์รัตน์

ก่อนจะเข้าสู่การทลายไขมัน  เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวนั้น จะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของพลังงาน  ฉะนั้นน้ำหนักคนเราจะมีมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับสมดุลของพลังงานในตัวเรา คือ  พลังงานที่ได้จากการรับประทาน – การเปลี่ยนแปลงของพลังงาน – พลังงานที่ร่างกายนำไปใช้

การเข้าคลินิกเพื่อลดน้ำหนัก อาจไม่ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวสักเท่าไหร่ แต่วิธีสลายพุงที่ปลอดภัยและถาวรมากที่สุด คือการเริ่มต้นที่ตัวของเราเองด้วยหลัก 3 อ. ง่าย ดังนี้

1. อ. อารมณ์  เปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นแรงใจทลายพุง โดย 5 อารมณ์ที่มีผลต่อร่างกาย  มีดังนี้

1.1 ดีใจ  ที่อาจทำให้เราอยากกินเลี้ยงฉลองเกี่ยวข้องกับหัวใจและลำใส้เล็ก เนื่องจากหัวใจมีหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือด ภาวะนี้จะทำให้การไหลเวียนของพลังและเลือดไหลเวียนช้า แต่มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อลดความเครียด เกิดความกระชุ่มกระชวย ถ้าดีใจมากเกินไปทำให้จิตใจไม่รวมศูนย์ ขาดสมาธิ

1.2 โกรธ หลายคนยังคิดว่าการกินของหวานจะทำให้คลายเครียด จริงๆ แล้วมันจะยิ่งทำให้ค่าตับของเราทำงานผิดปกติ มีอาการหงุดหงิด ปวดหัว ตามัว ปวดตา ตาบวม ความดันเลือดสูง ถ้าเป็นมากทำให้วูบ หมดสติและเป็นอัมพาตได้ ตลอดจนทำให้ปวดชายโครง คัดแน่นเต้านมหรือมีก้อน ประจำเดือนมาผิดปกติ เหมือนมีก้อนเนื้อในคอ แน่นท้อง บางรายอาเจียนเป็นเลือดได้

1.3 วิตกกังวล การกินจุกจิกกระเพาะอาหารจะทำงานเพราะการใช้ความคิดมากเกินไป คิดไม่ถูก คิดไม่เป็น ทำให้มีผลต่อการดูดซึมอาหาร จนเบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ถ่ายเหลว  ถ้าเป็นเรื้อรังทำให้หัวใจเต้นเร็ว  ความจำเสื่อม  นอนไม่หลับ ฝันบ่อย อันเป็นผลจากการอุดกั้นของพลังขัดขวางการดูดซึมอาหารทำให้เลือดและพลังไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

1.4 เศร้าโศก การกินเพื่อให้ลืม จะเกี่ยวกับปอดและลำใส้ใหญ่การเสียใจนานเกินไป ทำให้มีพลังไปอุดกลั้นปอด จะหมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย

1.5 ตกใจกลัว  อาจทำให้กินมากเกินไป มีผลต่อไตและกระเพาะปัสสสวะ โดยมีผลต่อ พลังที่เกี่ยวกับการพยุงเหนี่ยวรั้งลดน้อยลง ทำให้ปัสสาวะอุจจาระอั้นไม่อยู่ ขาสองข้างอ่อนแรง จิตใจสับสน แปรปรวน พูดจาเพ้อเจ้อ

โค้ชเบนซ์ อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า “เมื่อเรารู้ตัวว่าเราอยู่ในสภาวะอ้วนลงพุงแล้วนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ อย่าเครียด แต่เราควรหันกลับมามองว่าการที่เรามีสภาวะแบบนี้จะทำให้เกิดโรคตามมา เช่น คอเลสเตอรอล  โรคเส้นเลือดในสมองแตก ความดัน หรือไขมัน”

2. อ. อาหาร  กินอาหารอย่างไรไม่ลงพุง โดยเทคนิคที่ทุกคนสามารถทำได้ไม่ยากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน คือ

2.1 ก่อนเริ่มอาหารทุกมื้อให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว

2.2 กินผลไม้ที่มีเส้นใยสูงและให้พลังงานน้อย อย่างแอปเปิ้ลสักลูกสองลูกก่อนกินข้าว

2.3 กินผักเยอะๆ เพราะผักมีเส้นใยสูง จะช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

2.4 ประกอบอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ย่าง หลีกเลี่ยงการผัดหรือทอดก็จะช่วยลดน้ำมันได้

2.5 สำหรับคนที่ติดกินกาแฟ เวลาสั่งให้ใส่น้ำตาลแต่น้อย หรือเป็นกาแฟดำ

2.6 เปลี่ยนมากินข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีต ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีไฟเบอร์สูง ร่างกายย่อยช้า ดูดซึมเร็ว ทำให้อิ่มนาน

โค้ชเบนซ์ ยังบอกอีกว่า “เมนูอาหาร ถ้าจะให้กินอาหารคลีน เลยก็คงยาก  เรามีวิธีการปรับเปลี่ยนง่ายๆ เช่น หากเราเป็นคนชอบกินอาหารตามสั่ง อย่างกะเพราไข่ดาวอาหารง่ายๆ ที่เรารู้จักกันดี  จากเดิมที่เคยสั่งแบบปกติ ลองเปลี่ยนเป็นกะเพราะหมูชิ้น เพราะจะไม่มีมันหมู แล้วให้ใส่น้ำมันนิดเดียว จากไข่ดาว ก็ลงเปลี่ยนมาเป็นไข่ต้ม หรือเราจะลองเป็นเมนูอื่นหาวิธีปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไขมัน เท่านี้ก็เป็นตัวช่วยได้เยอะ เราควรมีความสุขที่เราจะเริ่มปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตทีละนิดโดยไม่ต้องหักโหมจนเกินไป พอเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายไปในทางที่ดีขึ้นเราจะรู้ทันทีว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นอย่างไร”

3. อ. ออกกำลังกาย  ขยับร่างกายให้ไร้พุง

ประโยคคลาสสิคที่ว่า “ไว้ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยออกกำลังกาย” เผลอแป๊บเดียว ร่างกายอาจจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นได้  เราลองเริ่มต้นเคลื่อนไหวร่างกายง่ายๆ ดูก่อน ดังนี้

ระดับเบา คือการเคลื่อนไหวน้อยมาก ได้แก่ การยืน การนั่ง

ระดับปานกลาง คือ การเคลื่อนไหวที่มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ซึ่งมีความหนักและเหนื่อย เช่น การเดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง ทำงานบ้าน

ระดับหนัก คือ การเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำซ้ำและต่อเนื่อง โดยมีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมีระดับชีพจรมากกว่าร้อยละ 70 ของชีพจรการเต้นสูงสุด เช่น การวิ่ง การเดินขึ้นบันใด ทำสวน ขุดดิน ยกน้ำหนัก เล่นกีฬา

โค้ชเบนซ์ อธิบายเสริมอีกว่า “อาจจะเริ่มจากการชวนเพื่อนๆ คนรอบข้างไปออกกำลังกาย หรือถ้าไม่มีเวลา เราสามารถออกกำลังกายเองได้เช่นเวลาก่อนจะนอน คือการ แพลงค์ (plank) โดยทำก่อนนอนวันละ 5-10 นาที แค่นี้ก็ช่วยบริหารหน้าท้องได้ หรือจากที่เคยไช้ลิฟต์เวลาขึ้นไปทำงานก็ลองปรับมาเป็นการเดินขึ้นบันได เท่านี้ก็ช่วยให้เราขยับร่างกายมากขึ้นกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งการเดิน  ก็ควรเดินอย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าว ก็สามารถช่วยในการเผาผลาญได้ครับ”

อย่างที่เราทราบกันดีว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มหันมาดูแลตัวเอง เพื่อสุขภาพที่ดีของเรากันเถอะค่ะ

ที่มา : โค้ชเบนซ์ หรือนายพงษ์ศิริ งามอัมพรนารา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา โค้ชนำออกกำลังกาย เครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา