ดนตรีบำบัด แท้จริงแล้ว ใช้รักษาโรคได้จริงหรือ?

หน้าแรก / วิธีรักษาสุขภาพ / ดนตรีบำบัด แท้จริงแล้ว ใช้รักษาโรคได้จริงหรือ?
ความเครียด ดนตรีบำบัด ทำนอง ผู้ป่วย ผ่อนคลาย รักษาโรค เพลง

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ คงต้องเคยหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบกับหู เพื่อเปิดเพลงที่ชอบให้ช่วยผ่อนคลายสภาพจิตใจอย่างแน่นอน รู้ไหมคะว่า ดนตรีหรือเพลงที่เราฟังๆ อยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันมีความพิเศษมาก เพราะท่วงทำนองและเนื้อเพลง ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังสามารถนำมาใช้รักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือที่เราเรียกกันว่า “ดนตรีบำบัด” ได้อีกด้วย

ดร.สุขพัชรา ซิ้มเจริญ ศึกษานิเทศก์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านสมอง ได้ให้ข้อมูลว่า จังหวะของเครื่องดนตรีมีผลต่อสมองต่างกัน เช่น ดนตรีจังหวะช้า ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จิตผ่อนคลาย เกิดการจดจำได้ดี ในขณะที่ ดนตรีจังหวะเร็ว จะทำให้รู้สึกตื่นตัว และสนุกนานจะกระตุ้นอารมณ์และสมองให้แจ่มใส มีความสุข

ทั้งนี้ จังหวะดนตรีที่เหมาะสมควรมีจังหวะ 70-80 ครั้ง/นาที = การเต้นของหัวใจ เป็นจังหวะที่พอดี ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุขออกมา ส่งผลให้เรามีความสดชื่น มีความตื่นตัว แจ่มใส มีบุคลิกภาพที่ดีมีความสุข ทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายเป็นไปตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง

ดนตรีบำบัด

สำหรับเรื่องการนำดนตรีมาใช้รักษาความเจ็บป่วย ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังกว่า 50 ปี โดย Buckwalter et.al 1985 พบว่า ดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์เรื่อง ลดความกังวล ความกลัว เพิ่มการเคลื่อนไหว สร้างแรงจูงใจ ผ่อนคลาย จูงใจให้เกิดสติได้ ในขณะที่ Munro and Mount 1986 ได้ศึกษาตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้ายอายุ 15 ปี ซึ่งเผชิญกับอาการปวด พบว่า ดนตรีสามารถลดความกังวลของผู้ป่วยได้ แต่ก็ยังสรุปได้ไม่ชัดเจนเรื่องของการลดความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานจากความปวดจากโรค

ด้าน จิรภี สุนทรกุลณชลบุร 2003 ได้ศึกษาผลของดนตรีบำบัดต่อการลดความกังวล และความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็ง พบว่า ดนตรีสามารถลดความกังวลในผู้ป่วยได้ แต่ยังสรุปไม่ได้เรื่องการลดความปวดเช่นเดียวกันกับ Munro and Mount

ลักษณะของดนตรีบำบัดควรเป็นแบบไหน

1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไม่ควรมีเนื้อร้อง มีเสียงตามธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตก เป็นต้น

2. มีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที และมีทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ระดับเสียงปานกลาง-ต่ำ

3. ความเข้มของเสียงไม่ดังมาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ฟัง เนื่องจากความดังสามารถกระตุ้นให้มีความเจ็บปวดของผู้ป่วยให้เพิ่มมากขึ้นได้

4. ประเภทของดนตรีที่นิยมใช้ อาทิ พิณ เปียโน กีตาร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า ป๊อป คลาสสิค เป็นต้น

5. ดนตรีที่ผู้ฟังมีความคุ้นเคย และความชอบ

ดนตรีบำบัด

7 ความมหัศจรรย์ของดนตรีบำบัด

1. ลดความเจ็บปวด คนไข้ที่ผ่านการผ่าตัดเมื่อได้ฟังดนตรีจะลดอาการปวดและต้องการใช้ยาแก้ปวดน้อยลง

2. ทำให้เลือดลมดี ฟังเพลงท่อนเพลงค่อยๆ เพิ่มความดังที่ละน้อย ทำให้เส้นเลือดขยายเลือดลมเดินสะดวก

3. ควบคุมการหายใจ เพลงจังหวะเร็วทำให้อัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือดเพิ่มขึ้น

4. ช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด มีการทดสอบพบว่า ดนตรีบำบัดสามารถช่วยลดจำนวนวันที่อยู่ในตู้อบและเพิ่มน้ำหนักตัวได้

5. ชะลอชรา ดนตรีช่วยสร้างโกรทฮอร์โมน มีการศึกษาพบว่านักดนตรีวัย 45-65 ปี มีคามจำและประสาทการฟังดีกว่าคนที่ไม่ได้เล่น

6. ต้านซึมเศร้า ช่วยลดความเครียด ความกังวล และไม่อยากอาหารของผู้ป่วยได้

7. กระตุ้นสมอง การฟังดนตรีช่วยกระตุ้นสมองส่วนฮิปโปแคมปัส เพิ่มประสิทธิภาพในส่วนความจำระยะยาวของสมอง

แม้ในปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า ดนตรีและเสียงเพลง สามารถส่งผลทางการรักษาโรคได้จริง แต่ดนตรีบำบัด ก็ถือว่าสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นการนำศาสตร์ของศิลปะมาประยุกต์เข้ากับทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ก็ยังคงเป็นวิธีเบสิคที่สามารถช่วยให้เราห่างไกลโรคได้ดีที่สุดเช่นกันค่ะ

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ขออนุญาตใช้เนื้อหา