ระวัง! ไม่ใส่ใจเรื่องการกิน เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานแบบไม่รู้ตัว

หน้าแรก / วิธีรักษาสุขภาพ / ระวัง! ไม่ใส่ใจเรื่องการกิน เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานแบบไม่รู้ตัว

ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เราต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเร่งรีบ จนบางครั้งทำให้เราละเลยที่จะใส่ใจสุขภาพของเรา และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเกือบทุกประเภทที่เราเลือกบริโภคในยุคนี้ มีน้ำตาลเป็นหนึ่งในส่วนประกอบด้วย กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นบริโภคน้ำตาลไปเยอะแค่ไหน ก็ตอนที่พบว่าน้ำหนักตัวเองเพิ่มขึ้น จนมีแนวโน้มที่เสี่ยงจะเป็น เบาหวาน ไปเสียแล้ว ลองมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานเพิ่มเติมกันสักหน่อยดีกว่า

เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพราะไม่สามารถนำแป้งและน้ำตาลที่บริโภคเข้าไป มาใช้ได้ เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (อินซูลินมีหน้าที่ช่วยส่งผ่านน้ำตาลที่อยู่ในรูปของกลูโคสในกระแสเลือดไปสู่ระบบเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อนำไปเผาผลาญ และแปลงเป็นพลังงาน) ได้ หรือได้มาไม่มากพอ นอกจากนี้ยังรวมถึงไปถึงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ (ไขมัน ตับ กล้ามเนื้อ ฯลฯ) มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน

เบาหวานสามารถเป็นออกได้เป็น 2 ประเภท

1. เบาหวานประเภทที่หนึ่ง

เบาหวานประเภทนี้พบในวัยเด็กหรือวัยรุ่น ซึ่งจะพบค่อนข้างน้อย ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยเบาหวานไทย โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะภูมิต้านทานทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลินอย่างสม่ำเสมอ

2. เบาหวานประเภทที่สอง

เบาหวานประเภทนี้พบได้บ่อย คิดเป็นร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานไทย ซึ่งในกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุมาจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ และร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน

เบาหวาน

รู้ได้อย่างไรว่าคุณเป็นเบาหวานหรือไม่?

การตรวจสอบว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ทำได้โดยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และได้ผลดี การวินิจฉัยโรคเบาหวานสามารถทำได้โดยอาศัยเกณฑ์การวินิจฉัยดังนี้

  • มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • มีอาการของโรคเบาหวาน ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ตามมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • มีระดับน้ำตาลในเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ณ 2 ชั่วโมง ภายหลังทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส 75 กรัมที่รับประทานเข้าไป
  • มีระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 6.5 ขึ้นไป

ถ้าผลการตรวจหลังงดอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ปรากฎว่ามีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือด 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าเริ่มผิดปกติ และมีแนวโน้มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานแล้ว หากไม่รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ก็จะถามหาเอาได้

เบาหวานมีอาการอย่างไรบ้าง?

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง คุณอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • 1. ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
  • 2. กระหายน้ำ เนื่องจากสูญเสียน้ำมากจากการปัสสาวะ
  • 3. อ่อนเพลีย และน้ำหนักลดเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้
  • 4. หิวบ่อย รับประทานเก่งขึ้น
  • 5. คันตามตัว ติดเชื้อได้ง่าย เป็นเชื้อรา ตกขาวบ่อย
  • 6. ตาพร่า เห็นภาพไม่ชัด เห็นภาพซ้อน
  • 7. ขาชาอันเนื่องมาจากปลายประสาทเสื่อม

เบาหวาน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่สอง

  • อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติครอบครัวโรคเบาหวาน
  • เป็นผู้มีน้ำหนักเกิน หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 25
  • มีความดันโลหิต หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง (เป็นโรคใดโรคหนึ่ง ความเสี่ยงต่ออีกโรคก็เพิ่มขึ้น) มีระดับไขมันในเลือดสูง
  • สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือน้ำหนักบุตรแรกคลอดมากกว่า 4 กก.
  • ไม่ออกกำลังกาย ดื่มสุรา และ/หรือสูบบุหรี่

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหากรู้ว่าคุณเป็นเบาหวาน

กุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข ได้แก่ การควบคุมเรื่องการรับประทานอาหาร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

  • เลือกรับประทานอาหารจำพวกแป้งจากธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • พยายามงดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน หรือเค็ม
  • รับประทานผัก และผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพื่อเพิ่มกากใยอาหาร
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา
  • ออกกำลังกายเป็นประจำในแบบแอโรบิควันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามคำแนะนำของแพทย์
  • รับประทานยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต หรือเบาหวานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ระวังอย่ารับประทานยาใดๆ เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่เป็นเสตียรอยด์ ยาฮอร์โมน หมั่นศึกษาหาความรู้ในการดูแลตนเอง
  • ทำจิตใจให้สงบ และผ่อนคลายความเครียด ไม่โกรธ หรือโมโหง่าย

 

ที่มา : www.bumrungrad.com

 

 

 

ขออนุญาตใช้เนื้อหา