10 วิธี แก้อาการติดของหวาน ลดความเสี่ยง ชราก่อนวัยอันควร!

หน้าแรก / วิธีรักษาสุขภาพ / 10 วิธี แก้อาการติดของหวาน ลดความเสี่ยง ชราก่อนวัยอันควร!
กลูโคส ขนมหวาน ของหวาน ชรา ซูโครส น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ฟรักโทส ภาวะติดน้ำตาล มอลโทส เบาหวาน แล็กโทส โรคอ้วน ไฮฟรักโทสคอร์นซีรัป

หน้าร้อนที่อากาศไม่ค่อยจะเป็นใจแบบนี้ หลายคนก็คงอยากจะหา ของหวาน หรือเครื่องดื่มหวานๆ มาทาน เพื่อดับกระหาย และเติมน้ำตาลให้กับร่างกายกันสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำปั่น ไอศกรีม น้ำแข็งใส รวมถึงขนมหวานชนิดต่างๆ แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะสามารถช่วยทำให้สดชื่น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้ แต่หากทานในปริมาณมากๆ ก็จะทำให้เราติดโดยไม่รู้ตัว เมื่อไม่ได้ทานก็จะรู้สึกไม่มีแรง อาการแบบนี้เรียกว่า “ภาวะติดน้ำตาล”

เมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรรูปให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ให้เป็นพลังงาน การที่เราได้รับน้ำตาลในปริมาณสูง จะทำให้มีระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างมาจากตับอ่อนที่ชื่อว่าอินซูลินก็จะถูกสร้างมากขึ้นด้วย เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ แต่การที่ตับอ่อนต้องทำงานหนักเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ตับอ่อนล้า หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคเบาหวาน และเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นก็จะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคอ้วน จะส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักมากเกินไปร่างกายก็จะเสื่อมโทรมและชราเร็วกว่าที่ควรเป็น อีกทั้งยังเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย

1. เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน

เน้นการดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มชาหรือสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล ร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป น้ำช่วยขจัดของเสีย ขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์ การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทำให้ผิวไม่สดใสยังส่งผลให้อวัยวะภายในของร่างกายต้องทำงานหนักเป็นที่มาของความเสื่อมโทรม

2. รับประทานผลไม้สดแทนขนมหวาน

ทานผลไม้ที่ไม่ผ่านการแปรรูป เพราะผลไม้สดนั้นให้วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย แถมยังได้รส หวาน จากน้ำตาลฟรักโทส กลูโคสที่สามารถช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น อาจนำผลไม้มาปั่นทำเป็นไอศกรีมแท่ง หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่แข็งแล้วใส่ในน้ำดื่มแทนน้ำแข็ง แค่นี้ก็ไม่ได้น้ำตาลส่วนเกินแล้ว

3. เลือกชนิดของขนมหวานที่จะรับประทาน

หากอยากจะกินขนมหวาน น้ำแข็งใส ก็ควรทานคู่กับธัญพืชที่ให้ใยอาหารสูง เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ถั่วเขียว ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือผลไม้รสไม่หวาน เช่น ฝรั่ง มะม่วงมันดิบ ลูกพรุน เนื่องจากใยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย และช่วยลดปริมาณความต้องการอินซูลินของร่างกาย ร่างกายก็จะไม่ทำงานหนัก ส่งผลให้มีเวลาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ลดความหิวของหวาน ลดความอ้วนได้ดีอีกด้วย

4. หลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการเติมน้ำตาลทั้งในอาหารและเครื่องดื่ม

เราควรลดน้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง ไซรัป และไฮฟรักโทสคอร์นไซรัป หรือน้ำตาลที่สกัดจากข้าวโพด เป็นต้น เพราะเมื่อทานเข้าสู่ร่างกาย สุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นกลูโคส ดังนั้นจึงควรลดปริมาณการใช้น้ำตาลเหล่านี้ในอาหารและเครื่องดื่ม

5. ชิมรสชาติอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง

บางครั้งเรามักจะติดการปรุงอาหารโดยการใส่น้ำตาลก่อนเสมอ ทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไปจนเกิดโทษ และหากสั่งอาหารก็ควรเน้นว่า ไม่เอาหวาน หากรสชาติหวานน้อยเกินไป เราสามารถนำมาเติมได้ภายหลัง

6. บ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานของหวาน

บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าธรรมดาหลังจากกินขนมหวาน หรือน้ำหวานเสร็จ เนื่องจากรสชาติหวานที่ติดอยู่ในปากนั้น จะทำให้ต่อมรับรสชาติทำงาน ส่งผลให้เราอยากจะทานอาหารหวานๆ อีก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทําให้ฟันผุ เพราะแบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากรับประทานอาหารจะมีโอกาสทำลายฟัน เราควรหาโอกาสแปรงฟันหลังจากรับประทานอาหารหรือของว่างทุกครั้ง

7. อ่านฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์

ควรอ่านฉลากโภชนาการที่บอกถึงปริมาณน้ำตาลที่ข้างกล่องว่า มีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส กลูโคส มอลโทส น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ไฮฟรักโทสคอร์นซีรัป คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์หรือเป็นกี่กรัม หากมีมากกว่า 15 กรัมหรือประมาณ 3 ช้อนชาก็ควรจะหลีกเลี่ยง

8. ให้เวลาร่างกายในการปรับตัว

ในช่วงแรกอาจรู้สึกว่าอาหารหรือเครื่องดื่มขาดรสหวานและรสชาติไม่เหมือนเดิม แต่ร่างกายเราจะใช้เวลาประมาณ 10 วันในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติอาหารหวาน เมื่อลิ้นมีความชินกับชาติอาหารที่ไม่หวานแล้ว ต่อไปก็จะต้องการน้ำตาลลดลง

9. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กโดยการไม่ให้ทานขนมหวาน ทอฟฟี่ ช็อคโกแลต รวมถึงไม่ควรให้รางวัลปลอบใจเด็ก หรือฉลองเทศกาลต่างๆ ด้วยอาหารที่มีน้ำตาลสูง

10. ใช้สารให้ความหวานบางตัวที่มีประโยชน์

ในช่วงที่ลดน้ำตาลอาจมีการใช้สารให้ความหวาน บางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น หญ้าหวาน หรือ Stevia ซึ่งหญ้าหวานนี้จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวปกติถึง 30 เท่า จึงใช้เพียงปริมาณที่เล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าจะมีการศึกษาถึงความปลอดภัยของหญ้าหวาน ไม่มีอันตรายต่อคน และไม่เกิดพิษสะสมได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการใช้หญ้าหวานก็ควรที่จะระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยเช่น ในบางรายอาจเกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้

ถึงแม้ว่าการได้รับน้ำตาลมากเกินไปจะเป็นปัจจัยเร่งความชรา และเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ แต่ร่างกายก็ยังคงต้องการน้ำตาล เพื่อใช้ในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การทำงานของต่อมมีท่อและไร้ท่อต่างๆ และที่สำคัญคือ น้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อนสารอาหารประเภทไขมันหรือโปรตีน ดังนั้นเราควรทานน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม คือ ไม่เกินกว่า 5 ช้อนชาต่อวัน เพียงเท่านี้ ร่ายกายของเราก็จะไม่ขาดสมดุล ไม่ชราก่อนวันอันควร และสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ได้แล้ว

ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา