งูกัด . วิธีปฐมพยาบาล วิธีปฐมพยาบาลเวลาโดนงูกัด

7 วิธีปฐมพยาบาล เมื่อถูกงูกัด ทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยมากที่สุด

หน้าแรก / ข่าวประชาสัมพันธ์ / 7 วิธีปฐมพยาบาล เมื่อถูกงูกัด ทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยมากที่สุด

เคยสงสัยกันไหมว่า วิธีปฐมพยาบาลเวลาโดนงูกัด ที่เราเห็นในทีวี หรือเห็นคนอื่นขาทำนั้น ถูกต้องหรือไม่ แล้วที่แท้จริง เราจะต้องช่วยเหลืออย่างไร ให้คนที่โดนงูกัดปลอดภัยเร็วที่สุด ลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนงูกัด

หลังถูกงูกัด จะต้องรีบปฐมพยาบาลทันที ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งเราหรือคนรอบข้าง สามารถทำได้ดังนี้…

1. ใช้เชือก ผ้า หรือสายยาง รัดแขนหรือขา ระหว่างแผลที่โดนงูกัดกับหัวใจ (เหนือรอยเขี้ยว 2-4 นิ้วฟุต) เพื่อป้องกันไม่ให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายโดยเร็ว ต้องรัดให้แน่นพอที่จะหยุดการไหลเวียนของเส้นเลือดดำ และควรคลายเชือกทุกๆ 15 นาที โดยคลายครั้งละ 30-60 วินาที จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล

2. เคลื่อนไหวร่างกายในส่วนที่โดนงูกัดให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ควรจัดตำแหน่งของแผลให้อยู่ต่ำกว่าหัวใจ เช่น ห้อยขา หรือมือในส่วนที่โดนกัด รวมถึงอย่าให้ผู้ป่วยเดิน ให้นั่งหรือเอาแคร่มาหาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงู

3. ควรดูให้รู้ว่าโดนงูอะไรกัด หากไม่แน่ใจให้ตีงูให้ตาย แล้วนำไปโรงพยาบาลด้วย แต่อย่าตีจนเละ แล้วมองไม่ออก

4. ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ยาดองเหล้า หรือกินยากระตุ้นประสาท รวมทั้งชา กาแฟ ด้วย

5. ห้ามใช้ไฟหรือเหล็กร้อนจี้ที่แผล รวมถึงกรีดแผลเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เลือดออกมากขึ้น

6. หากผู้ป่วยหยุดหายใจ (จากงูที่มีพิษต่อประสาท) ให้ทำการเป่าปาก ช่วยหายใจไปตลอดทางจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล

7. ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดแผล ถ้ารู้สึกปวด ให้กินยาพาราเซตามอล ห้ามกินแอสไพรินเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

ความแตกต่างระหว่างงูพิษกับงูไม่มีพิษ

– งูพิษ มีเขี้ยว 1 คู่ อยู่ตรงขากรรไกรบน เขี้ยวมีลักษณะเป็นรูกลวงคล้ายเข็มฉีดยา มีท่อติดต่อกับต่อมน้ำพิษ เมื่องูพิษกัดคนหรือสัตว์ ต่อมน้ำพิษจะปล่อยพิษไหลมาตามท่อ และออกทางปลายเขี้ยว คนที่ถูกงูพิษกัดจะพบรอยเขี้ยวเป็นจุด 2 จุด ตรงบริเวณที่ถูกกัด

– งูไม่มีพิษ จะไม่มีเขี้ยว มีแต่ฟัน เมื่อกัดคน จะเป็นแต่รอยถลอกหรือรอยถากเท่านั้น จะไม่พบรอยเขี้ยว เช่น งูก้นขบ งูแสงอาทิตย์ งูปี่แก้ว งูเขียวปากจิ้งจก งูลายสาบ งูลายสอ งูงอด งูเหลือม และงูหลาม (2 ชนิดหลังตัวใหญ่ สามารถรัดลำตัว ทำให้ตายได้)

ประเภทของงูพิษ

1. งูพิษต่อระบบประสาท ตัวอย่างเช่น งูจงอาง งูเห่า งูสามเหลี่ยม และงูทะเล สำหรับกลุ่มนี้ที่พบบ่อยคือ “งูเห่า” โดยจะทำให้ผู้ถูกกัดมีอาการ ภายใน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ ตาพร่ามัว หนังตาตก พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายไม่ได้ หายใจไม่สะดวก และอาจจะหยุดหายใจ จนทำให้เสียชีวิต

2. พิษต่อโลหิต ตัวอย่างเช่น งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้ และงูกะปะ ที่พบมากโดยเฉพาะในเขตตัวเมือง คือ “งูเขียวหางไหม้” เมื่อถูกกัดได้รับพิษปริมาณน้อย จะมีอาการปวดหรือบวมบริเวณที่ถูกกัดเท่านั้น แต่ถ้าได้รับพิษปริมาณมาก จะทำให้เลือดออกไม่หยุดตามที่ต่างๆ ในรายที่อาการรุนแรงมาก จะไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด และปัสสาวะเป็นเลือด

ที่มา : หมอชาวบ้าน

ขออนุญาตใช้เนื้อหา