แต้ว ณฐพร และสภากาชาด ชวนคนไทยฉีดวัคซีน ป้องกัน 9 โรคร้าย ในหน้าฝนนี้

หน้าแรก / ข่าวประชาสัมพันธ์ / แต้ว ณฐพร และสภากาชาด ชวนคนไทยฉีดวัคซีน ป้องกัน 9 โรคร้าย ในหน้าฝนนี้

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในหน้าฝนนี้ โรคไข้เลือดออก แพร่ระบาดเป็นอย่างมาก อันตรายถึงขั้นเสี่ยงเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ทางคลินิกสริมภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ ฉีดวัคซีน ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น หรือ “Vaccine for Teens” ขึ้นมา เพื่อแนะนำ 5 วัคซีน ป้องกัน 9 โรคร้าย ได้แก่ ไข้เลือดออก คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก  เอชพีวี  หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม และอีสุกอีใส เพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่คนใกล้ตัว ทั้งยังได้นางเอกสาวสวย “แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์” มาร่มแชร์ประสบการณ์ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกอีกด้วย

แต้ว ณฐพร แชร์ประสบการ์ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์วิศิษฏ์ สิตปรีชา ผู้อำนวยการสถานสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า อัตราการให้วัคซีนแก่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (หรืออายุระหว่าง 9-26 ปี) ของบ้านเรายังต่ำอยู่ ทำให้คนในวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิดมากขึ้น จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความจำเป็นของการรับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ตลอดจนลดความรุนแรงของโรค ลดการแพร่เชื้อไปยังคนใกล้ตัว และลดอัตราการเสียชีวิตจาก 9 โรคร้าย โดยวัคซีนที่แนะนำให้ฉีด มี 5 ชนิด ซึ่งป้องกันได้ทั้งหมด 9 โรค ได้แก่ 1.) วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก  2.) วัคซีนป้องกัน คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก  3.) วัคซีนป้องกันเอชพีวี   4.) วัคซีนป้องกัน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม  และ 5.) วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส

ฉีดวัคซีน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผู้ช่วยผู้อานวยการ ฝ่ายวิชาการ สถานเสาวภา เปิดเผยว่า สาเหตุที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นควรฉีดวัคซีนทั้ง 5 ชนิดนี้คือ

1. แม้จะเคยได้รับวัคซีนในตอนเด็กแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนบางชนิดอาจลดลงตามกาลเวลา เนื่องจากวัยรุ่นไม่มีการพบแพทย์อย่างชัดเจนเหมือนเด็กเล็ก เนื่องจากมักมีสุขภาพดี จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดเข็มกระตุ้น อย่างเช่นโรคบาดทะยัก ซึ่งมีแนวโน้มว่าภูมิคุ้มกันเริ่มลดลงในช่วงอายุ 15-30 ปี จากไม่ได้รับการฉีดกระตุ้นในช่วงวัยรุ่น หรือโรคคอตีบ ซึ่งเคยพบมีการระบาดและพบว่าผู้ป่วยเป็นในกลุ่มเด็กอายุ 5-14 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 15 ปี โดยอัตราเสียชีวิตก็สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงโรคไอกรนที่มีรายงานในต่างประเทศว่าพบอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นในทั้งเด็กโตและวัยรุ่น

2. แพทย์อาจเข้าใจว่าผู้ป่วยเคยรับวัคซีนมาแล้วตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่แท้จริงยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน จึงไม่ได้ให้วัคซีน หรือเคยได้รับวัคซีนไปแล้วแต่ไม่ได้ผล เช่น ปรากฏรายงานผู้ป่วยโรคหัดที่เคยมีประวัติฉีดวัคซีนมาก่อน จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน หัด หัดเยอรมัน คางทูม ซ้ำเพื่อให้มีภูมิต้านทาน ซึ่งโรคหัดเยอรมัน หากหญิงมีครรภ์ได้รับเชื้อ เด็กที่เกิดมาอาจเป็นหัดเยอรมันโดยกำเนิดได้ แม้ว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีด

ฉีดวัคซีน

3. โรคบางชนิดอาจมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น หรือรุนแรงขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ เช่น การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ และอาจนำไปสู่การป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก และบางโรคอาจรุนแรงหรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนมาก เช่น โรคสุกใส ที่พบว่าผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มากกว่าในเด็ก

4. นวัตกรรมการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้น ทำให้มีการพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ ที่ป้องกันโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญ เช่น วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2559 เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคที่ไม่สามารถคาดเดาความรุนแรงของอาการได้ และยังไม่มียารักษาโดยตรง ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันตนเองจากอันตรายของโรคแล้ว ยังเป็นการลดโอกาสแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น  ยิ่งไปกว่านั้นการฉีดวัคซีนบางชนิดในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นยังสามารถป้องกันการแพร่โรคไปยังบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่จะได้รับอันตรายจากติดเชื้อ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงมีครรภ์”

เห็นไหมล่ะคะ ว่าการเข้ารับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคร้ายนั้นมีความสำคัญแค่ไหน เพราะฉะนั้นไม่ฉีดวัคซีนกันเถอะค่ะ เพราะถ้าหากเราไม่มีภูมิคุ้มกันแล้ว เมื่อมีการติดเชื้อ แม้จะไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงสูงมากในการแพร่เชื้อต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้ที่ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นอันตรายอย่างมากเลยล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สถานเสาวภา สภากาชาด

ขออนุญาตใช้เนื้อหา