มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือ มะเร็งที่เกิดขึ้นจากเซลล์ของต่อมน้ำเหลืองโดยตรง ส่วนมะเร็งที่ลุกลามจากอวัยวะอื่นแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง อาจทำให้เกิดอาการต่อมน้ำเหลืองโตได้ แต่ไม่เรียกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่จะเรียกตามมะเร็ง ที่อวัยวะนั้นแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง เช่น มะเร็งเต้านมลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต

เซลล์ที่ต่อมน้ำเหลืองประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์เป็นส่วนใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เกิดขึ้นจากเซลล์ลิมโฟไซต์ที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีหลายชนิดต่างกัน เช่น เซลล์ลิมโฟไซต์ชนิดบีเซลล์บีและเซลล์ทีเป็นต้น เมื่อกลายเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงเรียกว่า โรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือลิมโฟมา (lymphoma) ซึ่งคำว่าลิมโฟมามาจากคำว่าลิ้ม (lymph) แปลว่าน้ำเหลืองและโอมา (oma) แปลว่าก้อนเนื้องอก

174318220

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีกี่ชนิด

เราสามารถแบ่ง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้ง่ายๆเป็น 2 ชนิด ดังนี้

1. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดฮอดคิน (Hodgkin lymphoma) ประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะจำเพาะชื่อเซลล์รีดสะเพินเบิรร์กและเซลล์ชนิดอื่นๆ

2. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่ไม่ใช่ฮอดคิน (non-hogkin lymphoma) พบมากกว่ามะเร็งชนิดฮอดคินมากกว่า 8-9 เท่า และพบมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดซึ่งมะเร็งชนิดนี้อาจแบ่งย่อยได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้

  • ชนิดเกรดต่ำ เจริญเติบโตช้า
  • ชนิดเกรดปานกลาง เจริญเติบโตปานกลาง
  • ชนิดเกรดสูง เจริญเติบโตเร็วและการดำเนินโรครุนแรงกว่าชนิดอื่น

การแบ่งระยะของโรค

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองตำแหน่งเดียว
  • ระยะที่ 2 มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่ 2 ตำแหน่งหรือมากกว่าด้านเดียวกันของกระบังลม
  • ระยะที่ 3 มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่ทั้ง 2 ด้านของกระบังลม
  • ระยะที่ 4 มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เกิดนอกต่อมน้ำเหลืองหรือลุกลามเข้าสู่ไขกระดูก

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

สาเหตุของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ยังไม่ทราบแน่ชัดในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตามพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงบางประการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ดังนี้

1. กัมมันตภาพรังสี ผู้ที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดเป็นมะเร็งหลายชนิด รวมทั้ง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และผู้ที่เคยมีประวัติฉายแสงอาจพบ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้ แสดงว่ารังสีเป็นสาเหตุหนึ่งของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

2. การติดเชื้อไวรัส การตรวจเนื้อเยื่อของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง พบว่ามีเชื้อไวรัสชนิดเอ็พสะไตน์บาร์ และมีเมื่อนำเชื้อไวรัสดังกล่าวใส่ในเซลล์เพาะเลี้ยง สามารถทำให้เซลล์ต่อมน้ำเหลืองเป็นอมตะแบ่งตัวได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของเซลล์มะเร็ง แสดงถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการติดเชื้อไวรัสและโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

3. โรคเอดส์ ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่งผลทำให้เกิดการติดเชื้อหลายชนิดได้ง่าย และทำให้เกิด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมทั้ง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่เกิดในสมองได้ด้วย

4. ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ฟอกไต มีโอกาสเกิดมะเร็งได้หลายชนิดเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ และอาจเป็นผลทางอ้อมจาการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเอ็พสะไตน์บาร์ ส่งผลให้เกิดเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้

5. การติดเชื้อแบคทีเรียเฮอลิโคแบคเตอร์ไพโลไรที่กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหาร กระเพาะอาการอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหารและ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่กระเพาะอาหารได้ การรักษาการติดเชื้อดังกล่าวด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรดจะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งที่กระเพาะอาหารจากเชื้อดังกล่าวได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่กระเพาะอาหารการักษาโรคติดเชื้อดังกล่าวร่วมกับการรักษาโรคมะเร็ง สามารถควบคุมโรคที่มากกว่าสองในสามของผู้ป่วย

6. ผู้ป่วยที่เปลี่ยนอวัยวะ เช่น เปลี่ยนไต ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้อวัยวะที่เปลี่ยนเน่าสลาย การที่ภูมิคุ้มกันต่ำจากยาทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

7. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เช่น โรคขาดแกมม่าโกลบูลิน โรควิสคอตต์ อัลดริช เกิดโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้มากกว่าคนปกติ

8. โรคภูมิคุ้มกันต่อตนเอง (autoimmune diseases) เช่น โรคโจเกร้น โรคต่อมทัยรอยด์อักเสบฮาชิโมโต้ โรคเอสแอลอี โรครูมาตอยด์ อาจเกิดโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้

9. ไวรัสที่เซลล์ลิมโฟโทรฟิคชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดที่เซลล์ลิวคิเมียลิมโฟมาในผู้ใหญ่

10. ไวรัสตับอักเสบชนิดซี มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเกิด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดโตช้า

11. อายุและเพศ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง บางชนิดพบบ่อยในผู้ป่วยอายุน้อย บางชนิดพบในผู้ป่วยอายุมาก เพศชายเพศหญิงพบ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง บ่อยต่างชนิดกันได้

12. เศรษฐานะ พบว่าผู้ป่วย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดฮอชคินพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีเศรษฐานะดีและมีการศึกษาดี แต่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

อาการและอาการแสดง

อาการที่พบบ่อย คือ ต่อมน้ำเหลืองโตไม่เจ็บ เช่น คลำก้อนได้ที่คอ ที่ขาหนีบ หรือในร่องเหนือกระดูกไหปลาร้า อาการทั่วไปที่พบคือ เบื่ออาหาร น้ำหลักลด และผอมลง เหงื่อแตกตอนกลางคืน มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ คันตามตัว ปวดเวลาดื่มเหล้า ปวดหลังเนื่องจากต่อมน้ำเหลืองหลังช่องท้องโต ปวดกระดูกจากมะเร็งทำลายกระดูก ปวดท้องจากอาการตับโตหรือม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโต หรือไตบวมจากต่อมน้ำเหลืองข้างท่อไตโตกดท่อไต ปวดประสาทจากมะเร็งกดไขสันหลังกดเส้นประสาทการตรวจร่างกายอาจพบต่อน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง หลายก้อนคลำต่อมน้ำเหลืองที่โตจะรู้สึกแข็งหยุ่นๆ อาจกดเจ็บได้ อาจพบต่อมทอนซิลโตและต่อมน้ำเหลืองที่คอหอยโต รวมเรียกว่าวงแหวนวาลเดเยอร์ อาจพบตับม้ามโตหรือมีก้อนในท้อง

การวินิจฉัยโรค

เมื่อมีอาการและการตรวจที่สงสัยว่าเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ต้องยืนยันการวินิจฉัยด้วยการตัดต่อมน้ำเหลืองที่โตมาตรวจทางพยาธิวิทยา โดยตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ดูลักษณะของเซลล์มะเร็ง ย้อมพิเศษตรวจแยกชนิดของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง บางครั้งอาจต้องตรวจเนื้อเยื่อด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนหรือตรวจดีเอนเอเมื่อทราบว่าเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง การตรวจขั้นต่อไปคือ การตรวจหารระยะของโรค นิยมตรวจด้วยการเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ของปอดและช่องท้อง

เจาะไขกระดูกตรวจว่ามะเร็งเข้าไขกระดูกหรือไม่ ในสมัยก่อนมีการฉีดสีเข้าสายน้ำเหลืองที่เท้าทั้งสองข้าง เพื่อตรวจต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ซึ่งทำได้ยาก ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงไม่นิยมการตรวจด้วยการฉีดสีเข้าสายน้ำเหลืองถ้าสงสัย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่ในทางเดินอาหาร ต้องตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่กระเพาะอาการหรือกลืนแป้งตรวจลำไส้เล็ก

นอกจากนี้ยังมีการเจาะเลือดตรวจเม็ดเลือด การทำงานของตับไตระดับกรดยูริกและแคลเซี่ยมในเลือด ระดับอิมมูโนโคลบูลินในเลือด ในปัจจุบันนี้การตรวจเพ็ทสแกนและเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์มีความไวและการจำเพาะในการตรวจรอยโรคและระยะของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้ดีกว่าเอ็กซเรย์ทั่วไปแต่มีราคาสูงกว่าการตรวจแกลเลี่ยมสแกน ช่วยบอกว่ามีรอยโรคเหลืออยู่ภายหลังการรักษาหรือไม่ โดยเฉพาะที่ต่อมน้ำเหลืองกลางทรวงอกหรือหลังช่องท้อง

ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองอาจต้องตรวจเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก(เอ็มอาร์ไอ) หรือเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง ถ้าสงสัยมะเร็งเข้าเยื่อหุ้มไขสันหลังอาจต้องเจาะน้ำไขสันหลังตรวจเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดเบอร์กิตหรือชนิดลิมโฟ บลาสติก

การรักษาโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งที่ไวต่อรังสีรักษาและยาเคมีบำบัด สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีวิธีรักษาหลายวิธีดังนี้

1. รังสีรักษา  : การฉายแสงรังสีรักษาสามารถควบคุม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้ดี ทำให้ก้อนมะเร็งยุบได้อย่างรวดเร็ว

2. ยาเคมีบำบัด : มะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน ยาที่นิยมใช้คือสูตรยาช๊อป(CHOP) ซึ่งย่อมมาจาก ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ ยาเอเดรียมัยซิน ยาออนโควินหรือวินคริสตีน ยาเพร็ดนิโซโลน

3. ยาสเตียรอยด์ : มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตอบสนองดีต่อยาสะเตียรอยด์ แต่จะได้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด

4. การเปลี่ยนไขกระดูก : การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการเปลี่ยนไขกระดูกหรือปลูกถ่ายเซลล์ตัวอ่อนของไขกระดูก ทำให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้น

5. ยารักษาตามเป้าหมาย

ยาแอนติบอดีต่อซีดี30 ที่ผิวเซลล์ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดบีเซลล์ จัดเป็นยาที่รักษาตามเป้าหมาย สามารถใช้รักษา มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดบีเซลล์ได้ผลดี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อยาเคมีบำบัดหรือโรคเป็นซ้ำ ชื่อยาเรทูซิแม๊พยาแอนติบอดีติดฉลากสารกัมมันตรังสี ให้การตอบสนองสูงถึงร้อยละ50-80 เช่น ยาแอนติบอดีต่อซีดี20 ที่ผิวเซลล์ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ติดฉลากด้วยสารกัมมันตรังสียิบเทรียม90 ชื่อยา ไอบริทูโมแม๊พ เป็นต้น

6. อิมมูนบำบัด : ยาอินเตอเฟียรอนอัลฟ่า ใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้โดยเฉพาะชนิดโฟลิคูลาร์

7. ยาเคมีบำบัดชนิดทา : มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจเกิดที่ผิวหนังได้เรียกว่าโรคลิมโฟมาคิวทิส สามารถรักษาด้วยการฉายแสงรังสีอิเล็คตรอนที่ผิวหนัง รักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิดทา หรือฉีดยาเคมีบำบัดรักษาได้

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งที่ไวต่อยาหลายชนิดและรังสีรักษามีการพยากรณ์โรคที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นควรจะวินิจฉัยให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกๆ และรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแต่ละชนิดแต่ระยะ และเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพดี ถึงแม้ผู้ป่วยจะหายจากโรคแล้ว จำเป็นต้องติดตามและประเมินผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจการกลับเป็นซ้ำของโรค หรือการเกิดมะเร็งชนิดอื่น รวมทั้งผลข้างเคียงระยะยาวที่เกิดจากการรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยให้ฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ

การรักษาโรคอื่นของผู้ป่วยที่เป็นร่วมด้วยมีความสำคัญที่จะช่วยให้ผลการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองดีขึ้น เช่น การรักษาโรคเอดส์ที่เป็นร่วมกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียเฮอลิโคแบคเตอร์ไพโรไล เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.siamca.com