โรคถุงลมโป่งพอง

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / โรคถุงลมโป่งพอง

โรคถุงลมโป่งพอง หรือปอดโป่งนั้น ส่วนใหญ่เกิดเพราะ มีการระคายของหลอดลมอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้ผนังหลอดลมหนาและตีบ ลมออกไม่สะดวก ทำให้ถุงลมโป่งพองออก ตัวระคายที่สำคัญ คือ บุหรี่ ฝุ่น ควัน สิ่งอื่นๆ มีบทบาทน้อย คนสูบบุหรี่ 20-30 มวน ต่อวัน นาน 20-30 ปี นอกจากมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังมีโอกาสเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้มากอีกด้วย คุณลุงอายุมากจึงพบว่าเป็นโรคนี้มากกว่าคุณป้า

ถุงลมโป่งพอง

โรคนี้ค่อยเป็นค่อยไปแต่ไม่หายขาด มีอาการไอ มีเสมหะ เป็นปีๆ อาการหอบเหนื่อยมักจะมีเสมอ อาจจะหอบมีเสียงอื้ดๆ คล้ายหืดหรือไม่มีเสียงก็ได้ เริ่มแรกหอบเวลาทำงานหนักหรือออกกำลังกายหนักๆเข้า เวลาจะอาบน้ำหรือ กินข้าวก็หอบจนตัวโยน บางคนผอมลงเพราะหอบมาก บางคนก็อ้วนเพราะมีอาการบวมที่เท้า และตัวเพราะมีหัวใจวายร่วมด้วย

เมื่อทราบว่าเป็นโรคนี้ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  1. ควรงดสูบบุหรี่ จะช่วยลดอาการไอและหอบได้
  2. การใช้ยา
    • ยาขยายหลอดลม ผลที่ได้อาจจะไม่ชะงัดเท่าพวกที่เป็นโรคหอบหืด แต่ก็จะช่วยทุเลาอาการเป็นบางส่วน มีทั้งยากิน ยาฉีด และยาพ่น ยากลุ่มนี้คล้ายๆ กับที่ใช้รักษาโรคหืดยากิน ได้แก่พวก อะมิโนฟิลลิน (Aminophylline), ทีโอฟิลลิน (Theophylline)ขนาด 100-200 มิลลิกรัม กินครั้งละ 1 เม็ด 4 เวลา ยาพวกนี้อาจจะมีอาการไซ้ท้อง ทำให้คลื่นไส้ อาเจียนหรือมีอาการใจสั่นได้ เมื่อมีอาการเช่นนี้ ลองลดขนาดยาดู ยาอื่นก็มี ไอปราดอล (Ipradol), เวนโทลิน (Ventolin), ไบรคาร์นิล (Bricarnyl) ซึ่งพวกนี้ก็เป็นยาที่มีราคาแพงกว่า จะใช้เมื่อยากลุ่มแรกแล้วไม่สามารถระงับอาการหอบได้ ใช้ครั้งละ 1 เม็ด 4 เวลา เมื่อมีอาการใจสั่นมือสั่น ลองลดขนาดเป็นครึ่งเม็ด 4 เวลา ยาดังกล่าว ถ้าใช้แล้วทำให้อาการหอบดีขึ้นก็ควรกินเป็นประจำทุกวัน แต่ถ้ากินแล้วไม่ช่วยให้หายหอบ ก็ไม่ต้องใช้ยาพ่นสูดเข้าทางจมูก มีพวก เวนโทลิน (Ventolin) 1 กล่อง ใช้ได้ 200 ครั้ง, ไบรคาร์นิล(Bricarnyl) 1 กล่อง ใช้ได้ 400 ครั้ง พ่นเวลาละ 2 ครั้ง 4 เวลา ราคาถูกกว่าแบบกิน แต่มีข้อเสียคือ ถ้าพ่นไม่เป็นยาจะไม่เข้าไป เสียยา เสียเงิน ข้อดี คือ ถ้าพ่นดีๆ เข้าได้ตรงที่กว่า ขนาดยาจึงใช้น้อยกว่า อาการมือสั่นใจสั่นน้อยกว่า รายละเอียดของกาพ่นสูด จะมีในฉลากยายาฉีด ใช้เมื่อมีอาการหอบรุนแรง กินยาแล้วไม่หาย ยาที่ใช้ก็มีอะมิโนฟิลลินผสมน้ำเกลือฉีดหรือหยดเข้าหลอดเลือด การ ใช้ยามักจะต้องให้โดยแพทย์ ในบางรายแพทย์อาจจะพิจารณาให้สเตียรอยด์เข้าหลอดเลือดด้วย
    •  ยาขับปัสสาวะ ในรายที่มีอาการเท้าบวม ตัวบวมด้วยนั้นใช้ยาขับปัสสาวะฮัยโดรคลอโร ไธอะไซด์ (HydrochlorothizI- de)หรือ ลาซิกซ์ (Lasix) ครั้งละ 1 เม็ด ในตอนเช้า ถ้าปัสสาวะออกมาก ควรกิน โปรแตสเซี่ยมคลอไรด์ เข้าไปด้วย
    • ยากระตุ้นเสมหะ (Expectorant) เช่น พวกมิสต์ แอมมอนคาร์บ (Mist. Ammon carb) ครั้งละ 15 ซี.ซี. บางคน อาจช่วยให้เสมหะออกง่ายขึ้น
    • ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น พวกแอมพิซิลลิน (Ampicillin) ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อ 1 เม็ด กินวันละ 4 เวลา หรือแบคตริม (Bactrim) ครั้งละ 1 เม็ด 4 เวลา หรือเตตร้าซัยคลีน (Tetracycline) ขนาดเม็ดละ 250 มิลลิกรัม กินครั้งละ 2 เม็ด4 เวลา ใช้เมื่อเวลามีไข้ ไอ มีเสมหะมากกว่าเดิม โดยเฉพาะที่มีสีออกเขียว ใช้นาน 7-10 วัน
    • ยาที่ต้องระวัง คือ การใช้ยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม ยาระงับประสาท เช่น พวกบาร์บิทูเรท (Babiturate) ยานอนหลับทั้งหลาย โดยเฉพาะในคนที่หอบมากๆ และนานๆ เพราะจะทำให้หลับมากหรือซึมมากกว่าคนปกติได้
  3. การปฏิบัติตัวทั่วๆ ไป
    • ควรได้อาหารเพื่อให้ได้พลังงานที่เพียงพอ การกินอาหารครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ จะช่วยลดอาการแน่นอึดอัด ควรดื่มน้ำวันละ 2 ขวด เพื่อไม่ไห้เสมหะแห้งจนเกินไป
    • พยายามรักษาตัวเพื่อไม่ให้เป็นไข้หวัด โดยไม่พยายามเข้าใกล้คนที่เป็นหวัด หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ๆ มีฝุ่น ควัน และที่ชุมชนมากๆ
    • การออกกำลังกาย ควรจะมีบ้าง การออกกำลังกายโดยการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน จะดีกว่าออกแรงอยู่กับที่ ส่วนจะทำได้มากน้อยก็แล้วแต่ทุนเดิมที่มีอยู่ การทำทุกวันแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของการออกกำลังดีขึ้น ข้อสำคัญ อย่าหกโหมทำจนหอบมาก
    • การฝึกหายใจ ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยมากๆ การฝึกหายใจ อาจช่วยลดความรู้สึกหอบเหนื่อยได้ เช่น
      • การฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและกระบังลมให้ถูกต้อง วิธีทำคือ ในท่ายืนหรือนั่งที่สบาย วางมือบนหน้าท้อง หายใจเข้าพร้อมๆกับขยายกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้น สังเกตมือที่วางบนหน้าท้องจะถูกยกขึ้นหายใจออกโดยแขม่วกล้ามเนื้อท้อง ลงช้าๆ ระยะเวลาที่ใช้ หายใจออกนานกว่าหายใจเข้า จนรู้สึกไม่มีลมออกทางจมูกอีก จึงเริ่มหายใจเข้าใหม่ สังเกตขณะหายใจออก มือที่วางจะเคลื่อนลงตามกล้ามเนื้อหน้าท้อง
      • การฝึกหายใจโดยการทำปากจู๋ เพื่อทำให้ลมหายใจออกได้ช้าลง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดกาตีบตัวของหลอดลมได้ วิธีการคือสูดหายใจเข้าทางจมูก หายใจออกทางปาก โดยจีบปากให้จู๋เข้ามา แล้วผ่อนลมออกช้าๆ
      • การฝึกหายใจทั้งสองวิธีนี้ จะทำพร้อมกันเลยก็ได้ วิธีนี้เป็นวิธีช่วยที่ดี เพราะไม่สิ้นเปลืองเงินทองสมารถฝึกได้เองโดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น
    • ในช่วงเวลาที่ไม่สบายเป็นหวัด เป็นไข้ ไม่ควรออกกำลังมาก
      เมื่อได้พยายามปฏิบัติตัวดังกล่าวและได้ลองใช้ยาตามที่แนะนำแล้ว ภายในสองสามวัน ถ้าอาการหอบยังมีมาก ควรจะต้องไปพบแพทย์ที่ดูแลอยู่เป็นประจำว่ามีโรคแทรกซ้อนอื่น เช่น ปอดอักเสบหรือถุงลมแตกเข้าช่องเยื่อหุ้มปอดหรือไม่

โรคนี้แม้ว่าจะไม่หายขาด แต่การปฏิบัติตัวดังกล่าวจะมีส่วนทำให้การดำรงชีวิตประจำวัน เป็นไปอย่างมีความสุขพอสมควร