กลั้นปัสสาวะบ่อย เสี่ยง! โรคกรวยไตอักเสบ

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / กลั้นปัสสาวะบ่อย เสี่ยง! โรคกรวยไตอักเสบ

ในชีวิตประจำวันของหลายๆ คน ที่อาจทำงานเพลิน ติดประชุม ใช้เวลาในการเดินทางนานนับชั่วโมง เจอทั้งสภาพรถติด ไม่สามารถที่จะปัสสาวะได้ เลยต้องกลั้นปัสสาวะด้วยความจำเป็น แถมบางคนไม่ค่อยชอบดื่มน้ำระหว่างทำงาน เพราะขี้เกียจที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินปัสสาวะได้..

โรคกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)

เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ คือที่กรวยไต ซึ่งเป็นท่อที่รวบรวมน้ำและของเสียที่ไตกรองออกมา ส่งต่อให้กับท่อไต เพื่อส่งไปยังกระเพาะปัสสาวะ การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ มักเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานในผู้ป่วยอัมพาต หรือมีก้อนในช่องท้อง เป็นต้น

โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 4 เท่า โดยพบในเด็กผู้หญิงหรือหญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่เป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ, ต่อมลูกหมากโต, เนื้องอก หรือมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือผู้ป่วยที่เคยสวนปัสสาวะมาก่อน (เช่น ผู้ป่วยหนักที่นอนพักรักษาอยู่ใน รพ.) ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานหรือกินสเตอร์รอยด์นานๆ ก็อาจมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น

เชื้อที่พบบ่อย เป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบ ได้แก่ อีโคไล (E.coli), เคลบซิลลา (Klebsiella), สูโดโมแนส (Pseudomonas) นอกจากนี้ในบางรายเชื้อโรคอาจแพร่กระจายจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายโดยทางกระแสเลือดก็ได้

78059354

 

อาการของ โรคกรวยไตอักเสบ

  • ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง ร่วมกับอาการหนาวสั่นอย่างมาก จะจับไข้ไม่เป็นเวลาและมีอาการหนาวสั่นได้วันละหลายครั้ง
  • ปวดบริเวณสีข้าง หรือเอว ด้านใดด้านหนึ่ง บางคนอาจมีอาการปวดตรงบริเวณท้องน้อย (หัวหน่าว) ร่วมด้วย
  • ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย แสบหรือขัด และมีปัสสาวะขุ่น
  • ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลียร่วมด้วย

หากมีอาการและอาการแสดงดังกล่าว ควรไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง

การวินิจฉัย โรคกรวยไตอักเสบ

การเพาะเชื้อจากปัสสาวะ จะพบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ นอกจากนี้ อาจต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด หรือตรวจพิเศษอื่นๆ เพื่อค้นหาความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสริมให้มีการติดเชื้อ

โรคแทรกซ้อน

กรวยไตอักเสบถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามเข้ากระแสเลือด กลายเป็นภาวะโลหิตเป็นพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ในบางรายอาจกลายเป็น โรคกรวยไตอักเสบ เรื้อรัง มีการอักเสบโดยไม่ปรากฏอาการ ซึ่งหากปล่อยไว้นานปี ในที่สุดอาจกลายเป็นไตวาย หรือพิการได้

การรักษา โรคกรวยไตอักเสบ

  • ควรให้ยาลดไข้แก้ปวด และยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ ให้ยาครบตามขนาดที่แพทย์แนะนำ และถ้าพบความผิดปกติอื่นๆ ก็อาจให้การแก้ไขร่วมไปด้วย
  • หากให้การรักษา 2-3 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ช็อก ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะออกน้อย ซีด เหลือง หรือสงสัยโลหิตเป็นพิษ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล
  • ผู้ป่วยเมื่อรักษาจนอาการหายดีแล้ว ควรไปพบแพทย์เป็นระยะๆ อาจทุก 3-4 เดือน เพื่อตรวจปัสสาวะให้แน่ใจว่าไม่มีการอักเสบเรื้อรัง

ข้อแนะนำ

  • ผู้ป่วยที่กรวยไตอักเสบ มักมีไข้สูง หนาวสั่น คล้ายไข้มาลาเรีย แต่จะมีอาการปวด เคาะเจ็บที่สีข้าง และมีปัสสาวะขุ่น  ดังนั้น เมื่อมีอาการดังกล่าว ควรนึกถึง โรคกรวยไตอักเสบ นี้ไว้เสมอ
  • ผู้ป่วยที่มีโรคติดเชื้ออื่นๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ ควรจะรักษาโรค ให้หายขาด มิฉะนั้นอาจเกิดกรวยไตอักเสบแทรกซ้อนได้
  • หากสงสัยว่าเป็นโรคนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาที่ถูกต้องต่อไป

การป้องกัน โรคกรวยไตอักเสบ

  • ดื่มน้ำมากๆ วันละ 3-4 ลิตร (เฉลี่ยชั่วโมงละ 1 แก้ว) ซึ่งน้ำจะช่วยขับเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ
  • อย่ากลั้นปัสสาวะ ควรฝึกถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่รู้สึกปวดจนเป็นนิสัย เวลาเดินทางไกล ต้องฝึกให้เคยชินที่จะเข้าห้องน้ำนอกบ้าน ถ้ากลัวไม่สะอาด ก็ชำระล้างโถส้วมให้สะอาดเสียก่อน
  • หลังถ่ายอุจจาระ ควรชำระทวารหนักให้สะอาด การใช้กระดาษชำระควรเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลังจนสะอาด เพื่อป้องกันมิให้นำเชื้อโรคจากบริเวณทวารหนักปนเปื้อนเข้าท่อปัสสาวะ
  • เมื่อมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ปัสสาวะแสบขัด กะปริดกะปรอย โดยไม่มีไข้) ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามขึ้นไปที่กรวยไต

หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการไข้จะค่อยๆ ทุเลาภายใน 2-3 วัน แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะต่อจนครบ 14 วันเป็นอย่างน้อย จึงจะกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ ใครที่เคยคิดว่าปัสสาวะบ่อยเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ควรเปลี่ยนความคิดเสียตั้งแต่ตอนนี้ และรีบรักษาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลพญาไท

ขออนุญาตใช้เนื้อหา