โรคสะเก็ดเงิน

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / โรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผื่นของโรคจะมีลักษณะเป็นตุ่ม หรือเป็นปื้นแดง ขุยสีขาวคล้ายเงิน โรคนี้พบบ่อยประมาณร้อยละ 1-3 ของประชากรทั่วโลก พบในบุคคลทุกเพศทุกวัย และทุกประเทศ ถึงแม้โรคสะเก็ดเงินจะไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่โรคมักจะมีผลต่อสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ป่วย ความก้าวหน้าในการรักษาโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบันได้พัฒนาไปมากทำให้เราสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สะเก็ดเงิน

อะไรเป็นสาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน

สาเหตุที่แท้จริง  ที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อมบางอย่างกระตุ้นให้เกิดอาการและอาการแสดงของโรค สิ่งกระตุ้นที่พบเป็นสาเหตุบ่อยๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อ เช่น หวัด การได้รับอันตรายของผิวหนัง เช่น การแกะ เกา ยาบางชนิด และความเครียดต่างๆ เป็นต้น

การวินิจฉัยโรค

โดยทั่วไป ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยอย่างเดียวก็มักจะเพียงพอในการวินิจฉัยโรค แต่ในบางระยะของโรคสะเก็ดเงิน การวินิจฉัยอาจมีปัญหา ในกรณีดังกล่าวการตรวจชิ้นเนื้อของผื่นผิวหนังจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้

จุดประสงค์ของการรักษา

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จะทำให้หายขาดจากโรค การรักษาจึงมุ่งไปที่การทำให้ผื่นของโรคดีขึ้นหรือสงบลง พร้อมกับป้องกันไม่ให้กำเริบโดยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น โรคติดเชื้อ การได้รับอันตรายของผิวหนัง ยาบางชนิด และความเครียดต่างๆ เป็นต้น

ขั้นตอนการรักษา

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนายาใหม่ ๆ ทั้งยาทาและยารับประทานที่ได้ผลดีในการรักษาขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละชนิดมีผลดีและผลเสียที่ต่างกัน การเลือกให้การรักษาจำเป็นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายประการ เช่น ตำแหน่งของผื่น ความระคายเคืองของยา เศรษฐฐานะของผู้ป่วยเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษา และความสะดวกของผู้ป่วยที่จะมารับการรักษา เป็นต้น

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไม่มากนัก ผื่นน้อยกว่า 20% ของผิวหนังอาจเริ่มรักษาด้วยยาทาก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่อาจเกิดจากยารับประทาน แต่ในกรณีที่เป็นผื่นในบริเวณกว้างมากกว่า 20% ของผิวหนัง หรือผื่นค่อนข้างกระจัดกระจาย การรักษาด้วยยาทาอาจไม่สะดวกในกรณีนี้ การใช้ยารับประทาน หรือการฉายแสงอาจจะได้ผลดีกว่า

การรักษาด้วยยาทา
ในปัจจุบันมียาทาที่ได้ผลดีในการรักษาเป็นจำนวนมากให้เลือกใช้ ซึ่งยาแต่ละชนิดมีผลดีและเสียต่างกัน ได้แก่

  1. ยาทาพวกสเตียรอยด์  เป็นยาที่แพทย์ทั่วไปนิยมใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ได้ผลเร็ว สะดวกในการใช้ ราคาไม่แพงนัก และไม่ระคายเคือง ถ้าใช้ในระยะสั้นมักจะไม่เกิดผลเสียที่รุนแรง แต่ถ้าใช้สเตียรอยด์ชนิดแรงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลเสียได้หลายประการ เช่น ผิวหนังฝ่อ หลอดเลือดขยายตัว ผิวแตก ผิวขาว และการดื้อยา นอกจากนั้นโรคยังกลับเป็นซ้ำได้ ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวควรจะใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นไม่ควรซื้อใช้เอง
  2. น้ำมันดิน น้ำมันดินให้ผลการรักษาใกล้เคียงกันสเตรียรอยด์ แต่มีกลิ่นเหม็นและดูสกปรกเวลาใช้ จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และเนื่องจากตน้ำมันดินอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้จึงไม่ควรใช้ทาบริเวณในหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ
  3. สารพวกแอนทราลิน (Antralin) เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุดชนิดหนึ่งในหลายประเทศทางยุโรป และอเมริกา เนื่องจากยาใช้ได้ผลดีและโรคกลับเป็นซ้ำได้น้อยเมื่อหยุดการรักษา ยาดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ที่วิธีการใช้ยุ่งยากและมีผลข้าวเคียง คืออาการระคายเคือง และทำให้ผิวหนังบริเวณที่ทายามีสีคล้ำขึ้น จึงไม่ควรใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพักและอวัยวะเพศ
  4. วิตามินดี 3 (Calcipotriol) เป็นยาใหม่ที่นิยมใช้กันมาก ในปัจจุบันในประเทศตะวันตก เนื่องจากให้ผลการรักษาดี รวดเร็วพอ ๆ กับสเตียรอยด์ระดับกลางแต่ไม่มีผลเสียเหมือนสเตียรอยด์ และไม่มีสีหรือกลิ่นเหมือนน้ำมันดิน และแอนทราลิน อีกทั้งยังก่อนให้เกิดอาการระคายเคืองน้อยกว่าแอทนทราลีน แต่อย่างไรก็ตาม วิตามินดี 3 อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ จึงไม่ควรใช้ในบริเวณดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดคือยายังมีราคาแพงมาก

วิธีเลือกใช้ยาตามตำแหน่งของโรค

ผื่นที่ศีรษะ
โดยทั่วไปแล้วการใช้ยาทาพวกสเตียรรอยด์ ในรูปของยาน้ำมักจะได้ผลดี และผลข้างเคียงน้อย วิธีใช้ควรทาวันละ 2 ครั้ง จะได้ผลดีกว่าทาครั้งเดียว ในกรณีที่ผื่นตอบรับได้ดีต่อการรักษา การใช้หมวกอาบน้ำคลุมหลังทายาสเตียรรอยด์ จะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เป็นเวลานานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้ การใช้แชมพูกำจัดรังแคและน้ำมันดินอาจช่วยให้การเกิดเป็นซ้ำช้าลงได้

ผื่นที่หน้า
เนื่องจากผิวที่ใบหน้าค่อนข้างบาง และเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย จึงควรงดการใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าว เช่น แอนทราลิน และวิตามินดี 3 ยาที่นิยมใช้และได้ผลดีคือ สเตียรรอยด์ชนิดอ่อน ๆ การใช้สเตียรอยด์ชนิดแรง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่าย จึงไม่ควรใช้เป็นเวลานาน

ผื่นที่เล็บ
โรคสะเก็ดเงินที่เล็บเป็นตำแหน่งที่รักษายาก โดยทั่วไปตัวโรคมักไม่ทำให้เกิดอาการอย่างไร ปัญหาที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องความสวยงามมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ถ้าต้องการจะรักษาอย่างจริงจัง การรักษาที่ดีที่สุดคือ การฉีดสเตียรรอย์ที่จมูกเล็บทุก 3-4 สัปดาห์ ประมาณ 4-6 ครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้

การรักษาด้วยยารับประทานและการฉายแสง

1.  การรักษาด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตบี ใช้ได้ผลดีกับโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมากหรือปานกลาง คือได้ผลประมาณ 80% ขึ้นไป ผลข้างเคียงที่พบค่อนข้างน้อยได้แก่ อาการคันและอาการแดงหรือไหม้ของผิวหนัง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของการรักษาที่สำคัญคือ การที่ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2-3 เดือนติดต่อกัน

2.  การรักษาด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตเอร่วมกับยาซอลาเร็น (PUVA) คือการรักษาโดยให้ผู้ป่วยกินยาซอลาเร็นร่วมกับการฉายรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตเอ วิธีนี้ให้ผลดีในการรักษาโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมาก ได้ผลประมาณร้อยละ 85 โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับการฉายแสงรักษาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ประมาณ 20-30 ครั้ง ซึ่งจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์ และอาจให้การรักษาต่ออีกประมาณ 2-3 เดือน จะทำให้โอกาสการเกิดซ้ำลดลง อาการข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ คลื่นไส้ คัน และอาการแดงหรือไหม้ของผิวหนัง ซึ่งมักจะไม่รุนแรงจนทำให้ต้องหยุดการรักษา ผลข้างเคียงระยะยาวที่สำคัญได้แก่ มะเร็วผิวหนัง ซึ่งพบได้น้อยในคนไทยเนื่องจากคนไทยมีผิวสีคล้ำ

3.  กรดวิตามินเอ ที่ใช้กันมากคือเอ็ดเทร็ดทีเนด เป็นยาที่ใช้ได้ผลดีปากกลางถ้าใช้เพียงตัวเดียว แต่ถ้าใช้ร่วมกับการฉายแสงจะได้ผลดีมาก และยังช่วยลดปริมาณยาและแสงที่ใช้จึงทำให้ผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งสองลดลง ผลข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้เกือบทุกรายที่รับประทานยา นอกจากนั้นยายังอาจทำให้ไขมันในเลือดสูง และตับอักเสบ ซึ่งถ้าหยุดการรักษาในระยะต้น ๆ ก็จะกลับเป็นปกติได้ จึงควรตรวจเลือดทุก ๆ 1-2 เดือน ยาดังกล่าวห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์เพราะจะทำให้ทารกที่เกิดมาพิการได้ เนื่องจากยาอยู่ในเลือดได้นานถึง 2 ปีหลังหยุดยาจึงจำเป็นต้องห้ามการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยที่รับประทานยาดังกล่าวอย่างน้อย 2 ปีหลังหยุดยา ถ้าใช้ยาเป็นเวลานานมากกว่า 1 ปีขึ้นไป อาจทำให้เกิดกระดูกงอกได้ จึงต้องระวังโดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก

4.  เม็ทโทเทร็กเสด (MTX) เป็นยาที่ได้ผลดีและราคาไม่แพง แต่มีผลข้างเคียงสูง จึงมักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่ปลอดภัยกว่า เช่น การฉายแสง เนื่องจากเม็ทโท      เทร็กเสดมีผลข้างเคียงหลายประการจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังผลเสียที่อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว โดยการตรวจเลือกก่อนการรักษา และหลังการรักษาทุก ๆ 3-4 เดือน อาการข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ ตับอักเสบและตับแข็ง

5. ไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ยาดังกล่าวใช้ได้ผลดีมากโดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง แต่เนื่องจากมีการเกิดซ้ำหลังหยุดยาได้สูง อีกทั้งมีผลข้างเคียงที่รุนแรงจึงจะใช้เมื่อการรักษาอื่น ๆ ไม่ได้ผลแล้ว เช่น ยาทา การฉายแสง และเอ็ดเทร็ดทีเนด ผลข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ การเกิดความดันเลือดสูง ไตและตับอักเสบ ซึ่งถ้าหยุดยาในระยะต้นๆ อาจจะกลับเป็นปกติได้ จึงจำเป็นต้องตรวจเลือดเป็นประจำทุกเดือน

 ขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล