7 โรคและภัยอันตรายที่มาพร้อมกับ หน้าฝน

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / 7 โรคและภัยอันตรายที่มาพร้อมกับ หน้าฝน

เข้าสู่เดือนมิถุนายน แม้ว่าอากาศจะยังร้อนอยู่ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่ฝนเริ่มตกแล้ว หลายๆคนไม่ชอบ หน้าฝน เลยเพราะทั้งเปียก เฉอะแฉะ ทำให้เดินทางไปเรียน หรือไปทำงานได้ลำบากมากยิ่งขึ้น นอกจากจะทำให้เราเปียกและเดินทางลำบากแล้ว หน้าฝน ยังแฝงมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บและภัยอันตรายต่างๆ ที่หากเราไม่ระมัดระวังหรือไม่ใส่ใจสุขภาพของเราแล้ว อาจจะทำให้เราเจ็บป่วยหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ วันนี้ Health.Mthai เลยรวบรวมโรคและภัยอันตรายต่างๆที่ต้องพึงระวังในหน้าฝนนี้มาฝากกันค่ะ

118129-attachment

1. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

ในหน้าฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากมีเชื้อโรคแพร่กระจายอยู่ในอากาศและเราหายใจเข้าสู่ปอด สามารถก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้หลายโรค เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคดังกล่าว เพราะเชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจได้รับน้ำมูก หรือ เสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูก และปาก หรือจากการที่คนได้สัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรค เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ การจูบ หรือการที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตา หรือ เอาเข้าปาก

2. ไข้เลือดออก

เมื่อฝนตกก็มักจะมีน้ำท่วมขังตามพื้นที่ต่างๆ ทำให้เกิดการแพร่พันธุ์ของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำ โรคไข้เลือดออก หากเป็นไข้เลือดออก อาจจะมีไข้ขึ้นสูง 2-7วัน(อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส) เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง ในรายที่มีเกล็ดเลือดต่ำ อาจเห็นจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ๆมียุง พยายามอย่าให้โดนยุงกัด ใช้ยาทากันยุง ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง

3. โรคฉี่หนู

โรคฉี่หนู ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดมาจากหนูทุกชนิด โดยเชื้อจะอยู่ในฉี่ของหนูทุกชนิด ทั้งหนูนา หนูป่า หนูบ้าน หนูท่อ และเชื้อโรคไข้ฉี่หนูเข้าสู่ร่างกายคนได้ทางบาดแผล รอยถลอกต่างๆ โรคนี้แม้ว่ามียารักษาหาย แต่อาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน หากได้รับการดูแลรักษาไม่ถูกต้องหรือล่าช้า ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้  ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนที่ชื้นแฉะ ผู้ที่ต้องทำงานที่เสี่ยงต่อโรค ขอให้ให้สวมถุงมือยาง  ใส่รองเท้าบู๊ท ป้องกันการเกิดบาดแผลที่เท้าหรือที่ขา หมั่นล้างมือบ่อยๆ อาบน้ำชำระร่างกายหลังจากเสร็จภารกิจทำงาน กำจัดขยะในบ้านเรือน ที่ทำงาน ให้สะอาด โดยเฉพาะเศษอาหารเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู

4. โรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย

ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อ ให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง

5. โรคตาแดง

โรคตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา การสัมผัสน้ำตาของผู้ที่เป็นโรคตาแดง แล้วนำมือที่เปื้อนนั้นมาสัมผัสตาตนเอง หรือได้รับเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ หรือจากสระว่ายน้ำ โดยปกติเชื้อจะใช้เวลาฟักตัว 1-2 วันก่อนแสดงอาการ ในผู้ที่เป็นโรคตาแดงจะสามารถตรวจพบเชื้อก่อโรคบริเวณตาและในลำคอได้ตั้งแต่ วันแสดงอาการ จนถึง 14 วันหลังจากเริ่มมีอาการ วิธีการป้องกัน ไม่นำมือที่ไม่สะอาดมาจับหรือขยี้ตา ล้างมือทุกครั้งก่อนจับบริเวณตา ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้ที่เป็นโรคตาแดง สำคัญที่สุดต้องป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายจากตนเองไปสู่ผู้อื่น

6. งูกัด

ช่วงเข้าฤดูฝน ควรระวังสัตว์ที่มีพิษชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืองู ที่อาศัยอยู่ตามสภาพแวดล้อมใกล้ตัวเรา ไม่ว่าจะบริเวณสวนข้างบ้าน ทุ่งหญ้า ป่า หรือในน้ำ หลีกเลี่ยงการเดินในที่แคบหรือบริเวณที่รกมีหญ้าสูง โดยเฉพาะเวลากลางคืน ถ้าจำเป็นต้องเดินผ่านควรใส่รองเท้าหุ้มข้อเท้า ใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว เตรียมไฟฉายและไม้  ถ้าถูกงูพิษกัดจะมีรอยเขี้ยว 1-2 แผลเสมอ มีเลือดออกซึมๆ แต่ถ้าไม่พบรอยเขี้ยวแสดงว่าไม่ใช่งูพิษ ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์ โดยการล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรใช้เหล้า ยาสีฟัน หรือสิ่งอื่นๆ ทาแผล  บีบเลือดบริเวณบาดแผลออกเท่าที่ทำได้  ไม่ควรใช้ปากดูดเลือดหรือเปิดปากแผลเองด้วยของมีคม ไม่ควรใช้ผ้าหรือเชือกรัดเหนือบริเวณที่ถูกกัดแน่นเกินไป เพราะจะทำให้แขนขาส่วนปลายขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งอันตรายมาก หากจะรัดควรรัดให้แน่นพอที่สามารถสอดนิ้วมือ  เข้าใต้วัสดุที่ใช้รัดได้ 1 นิ้วมือรัดทั้งเหนือ และใต้แผลประมาณ 3 นิ้วมือ  และรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

7. ไฟฟ้าช๊อต ไฟฟ้าดูด

อุบัติเหตุที่เกิดจาก ไฟฟ้า ที่พบบ่อยเกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีไฟรั่วและบริเวณนั้นมีน้ำท่วมชื้น ก็จะมีการลัดวงจรไฟฟ้าเกิดขึ้น แม้อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านจะมีกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ ซึ่งถือเป็นไฟฟ้าแรงต่ำ  แต่ถ้าผู้นั้นถูกไฟฟ้าดูดหรือช็อตเป็นเวลานาน  อาจทำให้เสียชีวิตได้ หรือขาดเลือดรุนแรงจนถึงกับสูญเสียอวัยวะหรือกลายเป็นผู้พิการในที่สุด วิธีป้องกันการโดนไฟฟ้าดูด เมื่อเราตัวเปียกห้ามเปิดสวิสต์ไฟ หรือเสียบปลั๊กไฟ เพราะตัวเปียกๆของเราถือว่าเป็นฉนวนนำไฟฟ้า อาจจะทำให้โดยไฟฟ้าดูดได้ และควรหมั่นตรวจเช็คอุปกรณ์และสายไฟ ควรซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด บริเวณที่วางสายไฟ ไม่ควรให้สิ่งของที่หนักไปทับ และวางให้พ้นทางเดิน เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ควรจะเปียกน้ำ ห้ามซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองโดยที่ไม่มีความรู้ ไม่ควรใช้ไฟฟ้าหลายอย่างกับปลั๊กไฟตัวเดียว ต่อสายดินเพื่อจะให้ไฟลงดิน และควรติดตั้งเครื่องตัดไฟฟ้าลัดวงจรภายในบ้าน เพื่อความปลอดภัยและเป็นการป้องกันที่ดี

เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว Health.Mthai ของเราก็อยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านดูแลตัวเองให้ดี เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่แข็งแรง หวังว่า 7 โรคและภัยอันตรายที่มาพร้อมกับหน้าฝน ที่เราเอามาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกท่านนะคะ

 เรียบเรียงโดย : health.mthai.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา