อยู่กับ โรคเอสแอลอี อย่างไรให้เป็นสุข

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / อยู่กับ โรคเอสแอลอี อย่างไรให้เป็นสุข

เมื่อพูดถึง โรคเอสแอลอี (SLE) หลายๆคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าหากบอกว่า โรคพุ่มพวง คงจะเป็นที่คุ้นหูกันมากกว่า เพราะเป็นโรคที่ทำให้ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เสียชีวิต หลายๆคนจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคพุ่มพวง แต่จริงๆแล้วโรคนี้มีชื่อว่า โรคเอสแอลอี (SLE) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง นอกจากคุณพุ่มพวงที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว ยังมีดาราสาวอีกท่านที่ห่างหายจากวงการบันเทิงไปนานนับ 10 ปีเพราะป่วยเป็นโรคนี้อีกด้วย คือคุณ เอ๋ – อัจฉรา ทองเทพ อดีตรองอันดับ 1 มิสทีนไทยแลนด์ พ.ศ.2535 และนักแสดงชื่อดังจากละครพื้นบ้านปลาบู่ทองเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 คุณเอ๋ได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการปากโป้ง ทางช่อง 8 ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับช่วงเวลาที่หายจากวงการบันเทิงไป เธอบอกว่าป่วยเป็นโรคเอสแอลอี จนต้องตัดม้ามทิ้งไป และยังต้องทานยาวันละเกือบ 42 เม็ดอีกด้วย นอกจากร่างกายจะแย่แล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจอีกด้วย คุณเอ๋บอกว่ารับสภาพตัวเองไม่ได้ จากคนที่สวยๆต้องมาป่วย โทรม ไม่เหมือนเก่า ทำให้คุณเอ๋ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใคร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตค่อนข้างมาก แต่วันนี้อาการป่วยของคุณเอ๋ก็ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้อาการกำเริบอีก วันนี้ health.mthai.com จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับโรคเอสแอลอี และแนะนำวิธีอยู่กับ โรคเอสแอลอี อย่างไรให้เป็นสุข มาฝากอีกด้วยค่ะ ไปเริ่มกันเลยดีกว่า

222

โรคเอสแอลอี คืออะไร ?

โรคเอสแอลอี เป็นโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย โดยมีปัจจัยแวดล้อมบางอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้ความผิดปกติปรากฎชัดขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของผู้ป่วยจะทำร้ายเนื้อเยื่อตัวเองโดยการสร้างสารเคมีกลุ่มอิมมูโนโกลบูลิน และ/หรือ เซลล์ลิมซ์โฟซัยต์ ไปทำให้เกิดการอักเสบที่หลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของอวัยวะต่าง ๆ เป็นผลให้อวัยวะนั้นเกิดการอักเสบและเสียหน้าที่ อวัยวะที่มีการอักเสบบ่อยในโรคนี้คือ ไขข้อ ผิวหนัง ไต ระบบโลหิตวิทยา หัวใจ ปอด ระบบประสาท เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า โรคเอสแอลอี มีอาการและอาการแสดงได้เกือบทุกอวัยวะ

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น โรคเอสแอลอี ?

ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีแนวโน้มทางพันธุกรรมอยู่ก่อน แล้วมีปัจจัยภายนอกบางอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการของโรค ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ได้แก่ แสงแดด ความร้อน ยาบางชนิด เชื้อโรคความเครียดทางจิตใจ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบางอย่างภายในตัวผู้ป่วยเอง เช่น ฮอร์โมนเพศภายในตัวผู้ป่วย จึงพบเพศหญิงเป็นโรคนี้มากกว่าเพศชายถึง 10 เท่า อายุก็เป็นปัจจัยภายในอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค จึงพบโรคนี้บ่อยในช่วงอายุ 15-40 ปี ที่สำคัญคือ แนวโน้มทางพันธุกรรม

โรคเอสแอลอี มีอาการอย่างไร ?

อาการจากที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการปวดตามข้อต่าง ๆ เอ็นและกล้ามเนื้อ ข้อต่าง ๆ อาจพบอาการอักเสบแดง ร้อนบริเวณข้อ อาการทางผิวหนัง ที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของโรค คือ ผื่นผิวหนังอักเสบที่แก้มทั้ง 2 ข้าง และดั้งจมูกทำให้ผื่นมีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ผื่นผิวหนังอักเสบมีหลายรูปแบบดังนี้ ผื่นแดงราบ ผื่นแดงนูนมีสะเก็ดลอกเป็นขุยตรงกลางผื่นอาจยุบลงกลายเป็นแผลเป็น ผื่นอาจเป็นสีดำสลับขาวเป็นต้น อาการผมร่วงมากผิดปกติพร้อมกับมีหนังศีรษะอักเสบแดงก็เป็นอาหารหนึ่งของโรค อาการบวมที่หน้า ท้อง และขาทั้ง 2 ข้างเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของไต อาการซีด เลือดออกตามไรฟัน จุดเลือดออกตามตัวแสดงถึงความผิดปกติของระบบโลหิตวิทยา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชักเพราะมีความผิดปกติทางระบบประสาท ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี แต่ละรายจะมีอาการแสดงของโรคที่ระบบใดระบบหนึ่งเพียงระบบเดียว หรือมีอาการแสดงของโรคพร้อม ๆ กันหลายระบบ หรือเริ่มมีอาการที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งก่อนแล้วต่อมาเกิดอาการที่อวัยวะอื่นตามมาภายหลังก็ได้

เมื่อมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็น โรคเอสแอลอี ควรทำอย่างไร ?

ผู้มีอาการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วและสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรค เอส แอล อี ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อที่จะรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่ และถ้าเป็นจริงควรได้รับการประเมินว่าโรคเกิดกับอวัยวะใดบ้าง ? ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้นับการตรวจร่างกายโดยละเอียด พร้อมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ และถ่ายภาพรังสีทรวงอก

เมื่อทราบว่าเป็น โรคเอสแอลอี ควรปฏิบัติอย่างไร ?

  1. อย่าตกใจ เพราะโรคนี้สามารถรักษาและควบคุมได้ด้วยยา ถ้าผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนะอย่างถูกต้อง โรคก็จะหายไปได้
  2. รักษาสุขภาพทั่วไป ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังแต่พอควร หลีกเลี่ยงจากสิ่งเสพติดทุกชนิด และฝึกหัดทำจิตใจให้สงบจะช่วยให้ควบคุมโรคได้ง่าย
  3. ต้องปรึกษาหารือกับแพทย์ผู้ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแล ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแลรักษาบ่อย ๆ ถ้าต้องการเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแลเนื่องจากเหตุจำเป็นบางประการ ควรขอข้อมูลของการเจ็บป่วยและการดูแลรักษานำติดตัวไปให้แพทย์ผู้ดูแลท่านใหม่เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการดูแลรักษาต่อไป
  4. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลรักษา เช่น รับประทานยาให้ตรงตามเวลาและขนาดที่กำหนด มาติดต่อกับแพทย์ผู้ดูแลรักษาตามเวลานัดหมาย
  5. ควรฝึกหัดทำจิตใจให้สงบเย็น โดยการเข้าฝึกอบรมสมาธิเมื่อมีโอกาส

สิ่งที่ผู้ป่วย โรคเอสแอลอี ไม่ควรปฏิบัติ

  1. ไม่ควรออกแดดจัดทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ถ้าจำเป็นต้องออกกลางแจ้งควรใช้ร่มและยาทาป้องกันแสงแดด
  2. หลีกเลี่ยงจากสภาพทางฟิสิกส์ที่รุนแรง เช่น อาการเย็นจัด ร้อนจัด การใช้กำลังกายหนัก ๆ
  3. หลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อ
  4. ไม่ควรทดลองรักษาโรคตนเองด้วยยาต่าง ๆ เช่น ยาไทย ยาหม้อ ยาจีน เป็นต้น เพราะอาจเกิดอาการแพ้ยาแทรกซ้อนทำให้โรคกำเริบ

เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตามที่ได้แนะนำมาแล้ว เชื่อว่าท่านจะสามารถอยู่เป็นสุขกับ โรคเอสแอลอี ได้ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยบางอย่างที่ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ไม่สามารถควบคุมและหลีกเลี่ยงได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยอาจยังมีอาการของโรคอยู่บ้าง ผู้ป่วยควรวางจิตใจให้เหมาะสมและรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำ อาการของโรคจะไม่รุนแรงและสงบลงได้ในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก :  ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา