ผอม เกินไป อาจเป็นภัยต่อสุขภาพ

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / ผอม เกินไป อาจเป็นภัยต่อสุขภาพ

บางครั้งก็เป็นการยากที่จะระบุชัดเจนลงไปว่า ความพอดีระหว่างคำว่า “ อ้วน กับ ผอม ” นั้นอยู่ตรงจุดไหน เมื่อใดจึงจะเรียกว่าอ้วน และเมื่อใดจึงจะจัดว่า ผอม เกินไป บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีคำนวณง่ายๆ ถึงความพอเหมาะพอดีของสัดส่วนของร่างกายดังนี้

140809520

คำนวณง่ายๆ ได้จากดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) โดยใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง สำหรับคนไทย จะมีค่ามาตรฐานอยู่ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัม / ตารางเมตร ถ้า BMI < 18.5 กิโลกรัม / ตารางเมตร ถือว่าน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

โรค ผอม มาจากหลายสาเหตุ

เมื่อมีเหตุให้ร่างกายสูญเสียพลังงาน หรือใช้พลังงานไปมากกว่าที่ร่างกายได้รับ ก็จะทำให้มีน้ำหนักตัวลด หรือมีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ ได้แก่

1. กลุ่มที่ได้รับพลังงานน้อยกว่าปกติ

คือรับประทานน้อย หรือได้รับสารอาหารน้อยผิดปกติ ได้แก่

  • เบื่ออาหาร เช่น โรคซึมเศร้า โรคมะเร็ง ความเจ็บป่วยที่ทำให้เบื่ออาหาร เช่น วัณโรค โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคติดเชื้อเรื้อรัง
  • ไม่เบื่ออาหารแต่กลัวอ้วน จึงล้วงคอเพื่อให้อาเจียน หรือเรียกว่าโรคบูลิเมีย เนอร์โวซา (bulimia nervosa) ที่ดารานางแบบหลายๆ คนในต่างประเทศก็ประสบกับโรคนี้ เกิดจากค่านิยมผิดๆ เรื่องน้ำหนักตัวยิ่งน้อยยิ่งดูดี
  • โรคที่คล้ายข้อ c. แต่เป็นจิตเวชที่ไม่รับประทานอาหารเลย หรือเรียกว่าอะนอร์เร็กเซีย เนอร์โวซา (anorexia nervosa) ซึ่งเป็นโรคที่พบในนางแบบ หรือวัยรุ่นที่กลัวอ้วนมากๆ และมักคิดว่าตัวเองอ้วน ไม่ว่าจะมองกระจกหรือมองดูตัวเองมักจะคิดว่าตัวเองอ้วนเกินไปทั้งๆ ที่รูปร่างอาจจะพอดี หรือผอมไปด้วยซ้ำ
  • โรคทางกายที่ทำให้ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ เช่น มีปัญหาทางช่องปากและฟันทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ หรือปัญหาทางระบบทางเดินอาหารและลำไส้ หรือมีพยาธิในลำไส้ ทำให้การย่อย และดูดซึมอาหารผิดปกติไป

2. กลุ่มที่ใช้พลังงานมากกว่าปกติ ได้แก่

  • โรคไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งทำให้เกิดการเผาผลาญมากกว่าปกติ
  • ออกกำลังกายอย่างหนัก และทดแทนอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งพบได้น้อย
  • รับประทานยาบางชนิดเป็นระยะเวลานาน หรือใช้สารเสพติด เช่น ยาบ้า โคเคน ยาจิตเวช หรือยากันชักบางชนิด รับประทานฮอร์โมนไทรอยด์เกินขนาด
  • โรคที่สูญเสียน้ำจนทำให้น้ำหนักลดรวดเร็ว ซึ่งพบได้น้อย โดยทั่วไปกลุ่มนี้มักมาด้วยน้ำหนักลดลงมากกว่าน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ เช่น เบาหวาน ซึ่งหากน้ำตาลในเลือดมากก็จะปัสสาวะบ่อย หรือโรคที่มีแคลเซียมในร่างกายสูงผิดปกติ เช่น มะเร็งบางชนิด โรคพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ

อันตรายของโรค ผอม

ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น หากเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษและไม่ได้รับการรักษา จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจ กระดูกพรุน ตาโปน โรคทางจิตเวช ฯลฯ หรือหากเป็นมะเร็งที่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาก็อาจลุกลามจนรักษาไม่ได้

แต่จะขอเน้นในแง่โรคผอมที่เกิดจากภาวะกลัวอ้วนขั้นรุนแรงจนไม่รับประทานอาหาร หรือล้วงคอให้อาเจียนหลังจากรับประทานอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกายดังนี้

  • ระบบประสาทและสมอง กลัวน้ำหนักขึ้น ซึมเศร้า หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เป็นลม หน้ามืด
  • ผม ผมบางเปราะง่ายเนื่องจากขาดวิตามินและโปรตีน
  • ระบบหัวใจ ความดันต่ำ หัวใจเต้นช้า หรือเร็วผิดปกติ หัวใจวาย
  • ระบบเลือด โลหิตจาง
  • ระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดูกพรุน หักง่าย
  • ระบบไต ไตวาย นิ่วในไต
  • ระบบสารอาหารและสารน้ำในร่างกาย ขาดเกลือแร่หลายชนิด เช่น โปแตสเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม
  • ระบบทางเดินอาหาร ท้องอืด ท้องผูก
  • ระบบฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ ขาดฮอร์โมนเพศ ส่งผลให้ประจำเดือนน้อยลง หรือขาดประจำเดือน มีบุตรยาก หากตั้งครรภ์ก็แท้งได้ง่าย หรือบุตรน้ำหนักตัวน้อย กระดูกบาง ขาดโกรทฮอร์โมน ทำให้ร่างกายเติบโตช้า อ่อนเพลีย
  • ผิวหนัง ผิวแห้งและบาง เป็นจ้ำเลือดง่าย ผิวเหลืองซีด ขี้หนาว และเล็บเปราะ

อาการดังกล่าวพบได้ทั้งกลุ่มโรค อะนอร์เร็กเซีย และบูลิเมีย แต่บูลิเมียจะมีอาการเพิ่มเติมจากการล้วงคอบ่อยๆ คือ เป็นแผลในปากและกระพุ้งแก้ม รวมทั้งที่นิ้ว การอาเจียนออกมามากๆ จะมีกรดในกระเพาะมาอยู่ในปาก ส่งผลให้ฟันผุ เสียวฟันได้ง่าย

แนวทางรักษาโรค ผอม

หากพบสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น โรคทางเดินอาหารและลำไส้ โรคพยาธิ ไทรอยด์เป็นพิษ ติดเชื้อเรื้อรัง วัณโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมะเร็ง หลังจากได้รับการรักษา น้ำหนักก็จะกลับมาเป็นปกติ

ในกรณีที่เป็นโรคกลัวอ้วน การรักษาจำเป็นต้องอาศัยทั้งความเข้าใจของผู้ป่วย ญาติ และสังคมรอบข้าง โดยเน้นรักษาความรู้สึกขาดความมั่นใจในรูปร่างของตนเอง ให้ความรู้ในด้านสารอาหารและโภชนาการ อาจต้องให้ยาเพื่อรักษาสมดุลสารสื่อประสาทบางชนิด เพื่อช่วยภาวะทางจิตเวช ในกรณีที่มีอาการมากควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้สารน้ำและสารอาหารที่เหมาะสม

กินอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ขึ้น

แต่หากเป็นเพียงแค่รับประทานอาหารแล้วทำอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ขึ้น ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารหวานจัด เค็มจัดหรือมีไขมันสูง เพื่อให้ได้แคลอรี่มากๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง แต่ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (แทนการเพิ่มน้ำหนัก แต่พุงยื่นแทน) เช่น นม ไข่ ถั่ว ธัญพืช ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ ร่วมกับออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนัก เล่นเวท  โยคะ พิลาทิส ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะเพิ่มน้ำหนักกล้ามเนื้อแล้วยังช่วยเสริมสร้างกระดูก ป้องกันภาวะกระดูกบางอีกด้วย

นอกจากนี้อาจคลายเครียดด้วยวิธีต่างๆ เช่น หางานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เลื้ยงสัตว์ รวมทั้งหยุดสูบบุหรี่ และอย่าลืมว่าไม่ควรเพิ่มแคลอรี่จากอาหารหวานและมัน ควรเพิ่มจากโปรตีนมากกว่า

 

ขอบคุณที่มาจาก : พญ.สมพร วงศ์เราประเสริฐ
อายุรแพทย์ระบบต่อมไร้ท่อและเบาหวาน โรงพยาบาลเวชธานี

ขออนุญาตใช้เนื้อหา