โรคโลหิตจาง

หน้าแรก / โรคและการป้องกัน / โรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจาง ? ภาวะที่ต้องหาสาเหตุ

ท่านเคยมีอาการต่างๆเหล่านี้หรือไม่ … เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง อ่อนเพลีย หงุดหงิด หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือมีคนทักว่าซีด เหลือง หากท่านมีอาการเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าท่านอาจกำลังมีภาวะโลหิตจางก็เป็นได้

โลหิตจาง

โรคโลหิตจาง คืออะไร

โรคโลหิตจาง หรืออาจเรียกกันโดยทั่วไปว่าภาวะซีด เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ? ภาวะนี้พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป? การจะบอกว่าใครมีภาวะโลหิตจางหรือไม่นั้นอาจดูได้จากอาการที่เกิดขึ้น? เนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย การที่เม็ดเลือดแดงลดลงจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติได้หลากหลาย ตั้งแต่อาการเหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิม บางคนอาจรู้สึกว่าเมื่อออกแรงทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งแล้วเหนื่อยมากขึ้น เช่น เดิมขึ้นบันไดสองสามชั้นไม่เหนื่อย ต่อมากลับเหนื่อยมากขึ้น หรือบางคนอยู่เฉยๆก็อาจรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียก็ได้ บางคนอาจมีความรู้สึกหงุดหงิด ความคิดความอ่านไม่แจ่มใส หากโลหิตจางเป็นรุนแรง อาจกระทบการทำงานของหัวใจ เกิดภาวะหัวใจทำงานมากขึ้นจนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวได้ หรือกระทบกับการทำงานของสมอง? ทำให้มีอาการวูบหรือหมดสติ อาการต่างๆอาจเกิดมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับระดับของเม็ดเลือดแดงในร่างกายและความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะโลหิตจาง ในทางเวชปฏิบัติส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักตรวจพบภาวะโลหิตจางตั้งแต่ไม่มีอาการก็ได้ เช่น พบจากการตรวจเลือดเวลาไปบริจาคเลือดหรือตรวจสุขภาพประจำปี หรือมีคนทักว่าดูซีด เหลือง

โรคโลหิตจาง เกิดจากอะไร

การเจอว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางมักจะเป็นผลตามมาจากสาเหตุบางประการ? บางครั้งอาจจะเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงก็ได้? ดังนั้นการเจอภาวะโลหิตจางทุกครั้งต้องมีการหาสาเหตุด้วยเสมอเพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม? สาเหตุของภาวะโลหิตจางแบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 3 สาเหตุใหญ่ๆ ได้แก่

1. การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง? ซึ่งเป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่ ธาตุเหล็ก, วิตามินบี 12, กรดโฟลิค
  • โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ขาดปัจจัยในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • โรคของไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก การติดเชื้อในไขกระดูก เป็นต้น
  • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

2. การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในร่างกาย? โรคกลุ่มนี้จะเป็นสาเหตุให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ? ผู้ป่วยมักจะมีอาการตัวและตาเหลือง (ดีซ่าน) ร่วมด้วย? สาเหตุที่พบบ่อยในประเทศไทย เช่น

  • โรคธาลัสซีเมีย? เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อย? ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการได้หลากหลาย? อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือ มีโลหิตจางรวดเร็วเมื่อเวลามีไข้? บางรายอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมกับเหลือง ตับม้ามโต เป็นตั้งแต่อายุน้อยๆ
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากการขาดเอนไซม์ G-6PD? เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักพบในเพศชาย? ในภาวะปกติผู้ป่วยมักไม่มีอาการ? หากมีการติดเชื้อหรือได้รับยาบางชนิด จะเกิดการกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายขึ้นจนเกิดอาการโลหิตจางรวดเร็ว ดีซ่าน ปัสสาวะสีน้ำปลา
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภูมิคุ้มกันของตนเองทำลายเม็ดเลือดแดง? เป็นโรคที่พบมากในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์? อาจพบร่วมกับโรคของระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ
  • การติดเชื้อบางชนิด? เช่น มาลาเรีย, คลอสติเดียม, มัยโคพลาสมา เป็นต้น

3. การเสียเลือด? อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การตกเลือด? หรืออาจค่อยๆเสียเลือดเรื้อรัง เช่น เสียเลือดทางประจำเดือนในผู้หญิง เสียเลือดในทางเดินอาหารในผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน? ผู้ป่วยที่เสียเลือดเรื้อรังก็มักจะมีการขาดธาตุเหล็กตามมาด้วย

จะทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง

หากท่านมีอาการดังที่ได้กล่าวมา มีคนทักว่าซีดลง ตัวเหลือง หรือเคยมีปัญหาตรวจเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ท่านควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากโลหิตจางจริงหรือไม่ และเกิดจากสาเหตุใด โดยทั่วไปแพทย์จะทำการซักถามประวัติอย่างละเอียด รวมถึงตรวจร่างกายเพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัยและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสมเพื่อหาสาเหตุต่อไป

การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ คือ การตรวจเม็ดเลือดสมบูรณ์และการดูลักษณะเม็ดเลือดจากการย้อมสไลด์เลือด การเจาะตรวจเลือดชนิดนี้ผู้ป่วยไม่ต้องมีการเตรียมตัวใดเป็นพิเศษ? ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนมาตรวจ ข้อมูลจากการตรวจเม็ดเลือดสมบูรณ์จะทำให้เราทราบว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางจริงหรือไม่ โดยดูจากระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตของเม็ดเลือดแดง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งสามารถได้รับการวินิจฉัยสาเหตุของโลหิตจางได้จากการตรวจนี้ ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งอาจต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุต่อไป

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะโลหิตจางโดยอาศัยจากค่าฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตจากการตรวจเม็ดเลือดสมบูรณ์

?????????? ฮีโมโกลบิน (กรัมต่อเดซิลิตร)??????? ฮีมาโตคริต (เปอร์เซ็นต์)
ผู้ใหญ่
ชาย?????????????????? ? ต่ำกว่า13.0???????????????? ? ?????? ต่ำกว่า40
หญิง???????????????? ?? ต่ำกว่า 12.0?????????????? ????????? ต่ำกว่า 36
หญิงมีครรภ์???? ?? ?? ต่ำกว่า 11.0????????????? ?????????? ต่ำกว่า 33

เด็ก
อายุ 6-14 ปี???????? ต่ำกว่า 12.0????????????????????????? ต่ำกว่า 36
อายุ 6 เดือน- 6 ปี? ต่ำกว่า 11.0????????????????????????? ต่ำกว่า 33

การรักษาภาวะโลหิตจาง
โดยทั่วไปการรักษาภาวะโลหิตจางจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็น? หากอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล? ให้นอนพัก ไม่ออกแรงใดๆ? ให้ออกซิเจน? และอาจต้องให้เลือดแดงทดแทนไปด้วย? ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรง อาจให้การรักษาเป็นผู้ป่วยนอก? หลักการรักษาภาวะโลหิตจางที่สำคัญที่สุด คือ การหาสาเหตุและรักษาที่สาเหตุนั้นๆ? ในบางครั้งภาวะโลหิตจางอาจทำให้เราตรวจพบโรคร้ายแรงที่แอบซ่อนอยู่ก็ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และได้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ

 

ขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขออนุญาตใช้เนื้อหา